เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
เห็นโพสเรื่องต่อรองเงินเดือนแว๊บๆ เลยเอามาเขียนเล่าต่อ เรื่องต่อรองเงินเดือนซักหน่อย
ส่วนตัวผมจะแนะนำให้รับ Offer ก็ต่อเมื่อ ได้
"Total Package ขั้นต่ำ 15% ขึ้นไป"
ไม่ใช่เงินเดือนนะครับ Total Package ได้แก่ เงินเดือน/Commission/Incentive/โบนัส ทั้ง Fixed และ Variable /สวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน แนะนำแจกแจงลง Excel แล้วคำนวณดูครับ
เอาพวกนี้มา x12 คำนวณว่าใน 1 ปี รวมแล้ว เราได้เท่าไหร่ เทียบกับบริษัทเดิม ควรจะได้เกิน 15% ขึ้นไป นั้นคือ "ค่าความเสี่ยงของการปรับตัว" ไปทำงานในบริษัทใหม่
เพราะค่าความเสี่ยงนี้ ต้องให้คุ้มค่า กับการปรับตัว ไม่ว่าจะ หัวหน้า งาน สังคม บริษัท ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนอาจจะไม่ใช่ตัวเลข 15% นี้ ก็แล้วแต่ว่าจะตั้งเท่าไหร่ ส่วนตัวผมขอ 20% ยืนพื้นแล้วค่อยต่อรอง
เวลาเรียกตัวเลขตั้งแต่ก่อนสัมภาษณ์ ผมจะส่ง Package ปัจจุบันให้ดู แล้วบอกว่า ขอ Total Package +20% ให้ทั้ง รีครูทหรือ HR ถ้ารับได้ก็ค่อยเรียกสัมภาษณ์ แต่ก็จะบอกว่า ต่อรองได้นะ ในใจเราก็มีเบสอยู่
อย่าต่อแค่เงินเดือน ต้องแจกแจงด้วย ว่ามีสวัสดิการอะไรบ้าง เด็กจบใหม่ หรือคนไม่รู้ อาจจะดีใจ เงินเดือน +40% แต่ benefit อื่นๆ หายไป สุดท้าย Total Package อาจจะแค่ +10% ก็ได้ลองดูตัวอย่างครับ เช็คดีๆ ครับ
มาเล่าต่อหลังสัมภาษณ์เสร็จ แล้วมีการต่อรองเงินเดือนกันบ้าง
จากที่เล่าไปตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าช่วงเงินเดือนมันถูกกำหนดมาตั้งแต่ตอนอนุมัติ Head Count แล้วว่าอยู่ Job Band/Job Grade อะไร โดยมันก็มีช่วง min - max อยู่
โดยปกติ หาก Cand เรียกเงินที่อยู่ในช่วง min - max ส่วนใหญ่ HR ก็มักจะไม่ค่อยต่อรองเท่าไหร่ (เว้นแต่พวกต่อพันนึง หลักร้อยบ้าง พวกนี้ทำตัวเป็นแม่ค้า จนลืมคิดถึงภาพลักษณ์บริษัทเกินไป)
แล้วหากเรียกเงินเดือนเกิน max หล่ะ? แน่นอน HR ก็จะพยายามต่อรอง แล้วถ้า Cand ไม่ยอมหล่ะ? HR จะส่งเรื่องนี้ต่อ เอาไปคุยกับ HM ครับ ว่า รับได้มั๊ย เพราะ งบที่ใช้จ่ายเงินเดือนเป็นงบแผนกของ HM เขาต้องเป็นคนตัดสินใจ
โดย HR จะทำ Budget มาเป็นรายปี ว่า ถ้า Cand เรียกเท่านี้ มีสวัสดิการ abc allowance bonus ฯลฯ ปีนึงจะใช้เงินเท่าไหร่ ถ้า HM โอเค รับได้ ก็เซ็น อนุมัติไป HR ก็จะเอาไปทำ Offer และสัญญาจ้างให้ Cand เซ็นต่อไป
ถ้า Budget มันเกินมาไม่มาก ส่วนใหญ่ HM ก็ตัดสินใจได้ แต่หากมันเกินไป หลักหมื่นแสน มักจะต้องไปให้ management approve ก่อน ซึ่งนั้นก็แปลว่า จะกินเวลา process ไปอีก บางบริษัท มีรอบการ approve ของ management ทุกกลางเดือน หรือ ปลายเดือน เป็นต้น แต่บางที่ก็อาจจะแค่เข้าไปคุย แล้ว management อนุมัติเลยก็มี
ปกติผมเป็น HM ก็ไม่ค่อยมี Cand เรียกมาเกิน max เลยนะ อาจจะเพราะอยู่ บ.ใหญ่ โครงสร้าง ช่วงเงินเดือนมันกว้าง จำได้ว่าบางบ. ตำแหน่ง senior นี่ min 40k max 80k , assist mgr 70k - 110k แน่นอนว่าพวกนี้ ขึ้นกับ ยอดขายบ. ซึ่งที่นี่ หลักหมื่นล้าน ก็เลยไม่แปลกใจเท่าไหร่ 555
และหลายคนอาจจะสงใส ว่า ในกระบวนการต่อรองเงินเดือนเนี่ย มันเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เพราะจะได้รู้ว่า ใครมันจะรู้เงินเดือนเราบ้าง หลักๆ 2 คนแน่นอนคือ HR และ HM หรือ หัวหน้าที่รับเราเข้ามา เพราะต้องเป็นคนเซ็น อนุมัติ offer แต่ทีนี้ HR จะมี process ส่งข้อมูลต่อให้ HR admin หรือ Payroll นั้นก็อีกเรื่อง และ หัวหน้าของ HM ก็อาจจะรู้ หากต้องอนุมัติงบที่เกินกว่าที่ตั้งไว้ครับ
หวังว่าจะพอเปิดอีกมุมมองให้พอเห็นภาพกันนะครับ
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
หัวหน้าบางคนโชคดีที่มีลูกน้องที่รับผิดชอบสูง จนอาจไม่เคยรู้เลยว่า ที่งานทุกอย่างเดินหน้าได้ ไม่ใช่เพราะตัวเองบริหารเก่ง แต่เพราะลูกน้องมีความรับผิดชอบมากพอต่างหาก
ออมทรัพย์ ก็
10,000 ฿ - Dime! Save 3%
10,000 ฿ - LH B-You Max 3%
10,000 ฿ - ออมสิน เผื่อเรียก digital savings 2.5%
20,000 ฿ - อิสลาม ibank e savings ในแอพเป๋าตัง 2.2%
500,000 - ไทยเครดิต Alpha Savings 1.6%
200,000 - ธอส เก็บออม 1.55%
380,000 - อิสลาม บัญชีเดิมที่ฝาก 2หมื่น 1.55%
สรุป ค่าเสียหาย ซ่อมจอไป17,000 เทรดเครื่องขายไป35,000 ถามเค้าเล่นๆว่ามีเครื่องมั้ย ก็เลยซื้อเครื่องใหม่ไปเลยอีก52,900 สิริรวม 34,900บาท ลูกอิจฉาที่แท้ทรู อดใช้ดูโอ้เลยย
ลดหย่อนภาษีมันเป็นเรื่องของคนมีตัง
ถ้าอยากจะลดหย่อนจน max
ใช้เงินเยอะมากกกก และคิดว่าไม่น่าจะคุ้มเท่าไหร่
นึกไม่ออกว่าจะเอาเงินไปกองใน rmf + pvd ปีละ 500k ประกัน 100k
ตกเดือนละ 50k
สรุปเงินเดือน 100k เหลือใช้ 50k
หรือกู้ซื้อบ้านเอาดอกเบี้ยมาลดหย่อนอีก
สมมติผ่อนบ้าน 20k ค่ากินเดินทาง 15k
เหลือไว้ทำอะไรที่ชอบอีก 15k
ค่ายิม ให้พ่อแม่ เก็บเงินเที่ยว ค่างานอดิเรก
โอะลืมค่าผ่อนรถ
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
- ต่อให้วันนี้เราจะทำตำแหน่ง CEO วันที่เราลาออก เราก็เป็นแค่ นาย นางสาว คนนึง ไม่ได้ดีเด่นกว่าคนทั่วไป
- อย่าเลือกงานที่เจ้านายไม่รักเรา ไม่เห็นคุณค่าเรา toxic เพราะเหมือนเทน้ำลงบนกองทราย ไม่มีทางเจริญเติบโต
- อย่าเอาเงินเดือนมาเป็นตัววัดว่าใครเก่งกว่าใคร คนได้เงินเดือนน้อยกว่าเรา ไม่ได้แปลว่าเขามีความสามารถน้อยกว่าเรา
- อย่าคิดว่าบริษัทขาดเราไม่ได้ เพราะวันที่เราไม่อยู่ บริษัทก็ยังเดินต่อได้เหมือนเดิม
- ทำงานให้เต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตทั้งชีวิตไปแลกกับงาน เพราะสุดท้ายคนที่ต้องอยู่กับสุขภาพที่พัง ก็คือตัวเราเอง
- อย่าทนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครเห็นคุณค่าเรา เพียงเพราะกลัวว่าถ้าออกไปแล้วจะไม่มีที่ไหนรับเราอีก
- อย่าเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นเส้นตายของชีวิตตัวเอง บางคนสำเร็จตอน 25 บางคนตอน 50 แล้วมันจะเป็นอะไรไป
- อย่าดูถูกคนที่เลือกใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ใช่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของบริษัท บางคนแค่อยากมีงานทำ มีเงินใช้ แล้วกลับบ้านไปกินข้าวกับครอบครัว
ไม่ใช่ทุกคนที่อยากเติบโตในหน้าที่การงาน บางคนไม่ได้อยากเป็นผู้จัดการ ไม่ได้อยากเป็นผู้บริหาร เขาแค่พอใจกับชีวิตที่มีอยู่ และมันก็ไม่ได้ผิดอะไร
- อย่าคิดว่าคนที่ทำงานหนักที่สุดจะประสบความสำเร็จที่สุดเสมอไป เพราะในโลกความจริง โอกาส จังหวะชีวิต และต้นทุนของแต่ละคนไม่เท่ากัน
- อย่าเอาความยุ่งมาอวดกันเหมือนเป็นความสำเร็จ การไม่มีเวลาพัก ไม่มีเวลากินข้าว ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่ใช่เหรียญรางวัลอะไรเลย
- อย่าคิดว่าการลาออกคือความล้มเหลว บางครั้งการเดินออกมาจากอะไรบางอย่าง ต้องใช้ความกล้ามากกว่าการทนอยู่ต่อเสียอีก
- อย่าผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับยอดขาย ตำแหน่ง หรือรายได้ เพราะวันที่ตัวเลขพวกนั้นหายไป เราก็ยังเป็นคนคนเดิม
- อย่ามองคนที่เริ่มต้นใหม่ตอนอายุ 40 หรือ 50 ว่าสายเกินไป ชีวิตคนเราไม่ได้มีตารางเวลาที่ทุกคนต้องทำตามเหมือนกัน
- อย่าคิดว่าคนมีเงินเยอะจะมีความสุขกว่าเราเสมอไป เงินช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นได้มาก แต่ไม่ได้รับประกันว่าคนคนนั้นจะมีความสุข
- อย่าใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์ให้คนที่ไม่ชอบเราเห็นว่าเราประสบความสำเร็จ เพราะต่อให้เราทำได้ เขาก็อาจจะไม่ชอบเราอยู่ดี
- อย่ารู้สึกผิดที่วันนี้ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน คนเราไม่จำเป็นต้อง productive ทุกวัน วันไหนอยากนอนดูหนังทั้งวันก็ทำไปเถอะ
- อย่ามัวแต่หาเงินจนลืมใช้เงินกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราไม่รู้หรอกว่าจะมีแรงเดินเที่ยว มีแรงกินของอร่อย หรือมีโอกาสใช้เวลากับคนที่รักไปอีกกี่ปี
- อย่าเอาชีวิตตัวเองไปแข่งกับภาพที่คนอื่นเลือกลงโซเชียล เพราะเราเห็นแค่ส่วนที่เขาอยากให้เห็น ไม่ใช่ชีวิตทั้งหมดของเขา
- อย่าคิดว่าการหยุดพักคือการถอยหลัง บางครั้งเราแค่เหนื่อย และไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนความฝัน
- เมื่อก่อนเราอาจอยากมีบริษัทใหญ่โต แต่วันนี้เราอาจแค่อยากมีบ้านเงียบ ๆ มีเงินพอใช้ และได้ไปเที่ยวกับคนที่รัก มันไม่ได้แปลว่าเราหมดไฟหรือไม่มีความทะเยอทะยาน
- อย่าเสียเวลาทั้งชีวิตพยายามเป็นคนสำคัญในสายตาคนอื่น จนลืมถามตัวเองว่า จริง ๆ แล้วเราอยากมีชีวิตแบบไหน
และสุดท้าย อย่ารอให้เกษียณ อย่ารอให้รวย อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อม แล้วค่อยเริ่มมีความสุข เพราะบางทีวันที่ทุกอย่างพร้อม อาจไม่มีอยู่จริง
ชีวิตไม่ได้มีไว้แค่ทำงาน หาเงิน จ่ายบิล แล้วก็ตาย
เราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตด้วยเหมือนกัน
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
💸 เงินเดือนยิ่งสูง ยิ่งเหมือนทำงานฟรีหลายวัน เพราะภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้
แล้วแต่ละปีทำงานฟรีกันกี่วันครับ?
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
เราแบกความสมบูรณ์แบบไว้จนลืมไปว่าเราคือมนุษย์
ทุกครั้งที่พลาด เรามักลงโทษตัวเองก่อนใครเสมอ
เราตั้งมาตรฐานไว้สูงลิบ
จนมองเห็นแต่จุดบกพร่องของตัวเอง
และลืมมองความพยายามที่ผ่านมา
รอยแผลและความผิดพลาดไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว
แต่มันคือหลักฐานว่าเราได้ใช้ชีวิตและพยายามอย่างเต็มที่แล้ว
การเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ธรรมดา และมีวันเจ็บปวด
นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีชีวิตอยู่
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
ไปเจอโพสต์ของพี่คนนึงในกลุ่มมา แกเปิดพอร์ต 10 เดือน กำไรบวกมาได้กว่า 15 ล้านบาท
สิ่งที่ผมสนใจที่สุดคือบทเรียนเรื่อง การจัดการกำไร โดยเขาจะแบ่งหุ้นที่ขึ้นแรงออกเป็น 2 แบบ คือ
1. หุ้นที่ขึ้นเพราะกระแสและความหวัง
ถ้ากำไรมาเยอะๆ ควรทยอยขายล็อกกำไร
โดยแกยกตัวอย่าง $RKLB ที่เคยกำไรเกิน 100% แต่ไม่ขาย สุดท้ายกำไรหายไปเยอะ
2. หุ้นที่ขึ้นเพราะพื้นฐานเปลี่ยนจริง
ถ้าธุรกิจโตและพื้นฐานดีขึ้น อาจต้องปล่อยให้วิ่งต่อ อย่าง INTC ที่เคยขายแถว $30–$40 แล้วราคาวิ่งต่อไปไกล ทำให้พลาดรอบใหญ่
สรุปคือ สิ่งที่ยากไม่ใช่การซื้อหรือขาย
แต่คือการแยกให้ออกว่า หุ้นตัวนี้ขึ้นเพราะกระแส หรือขึ้นเพราะพื้นฐานจริง เพราะคำตอบนี้ อาจเป็นตัวตัดสินว่าเราจะ ล็อกกำไรได้ หรือขายหมู นั่นเองครับ
สวัสดีวันจันทร์ วันนี้แอดมีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ TRON มาฝากกันครับ
ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา TRON ครองสัดส่วนถึง 52% ของการโอน USDT ที่มีมูลค่าต่ำกว่า $1,000 ในบรรดาเชนที่ออกเหรียญโดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ TRON ในการรองรับธุรกรรม Stablecoin ขนาดเล็กทั่วโลก
นอกจากจะเป็นเครือข่ายหลักสำหรับการโอน USDT แล้ว TRON ยังมี USDT บนเครือข่ายสูงถึง $87.9 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 และมีกิจกรรมบนเครือข่ายเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผม นี่คือจุดแข็งที่น่าสนใจของ TRON เพราะไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่กำลังสร้างบทบาทในโลกการชำระเงินด้วย Stablecoin ที่ผู้คนใช้งานจริงทุกวัน เมื่อ Stablecoin กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินดิจิทัล เครือข่ายที่รองรับการโอนเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
และถ้า Stablecoin ยังเติบโตต่อเนื่องแบบนี้ TRON ก็เป็นหนึ่งในเชนที่น่าจับตาในระยะยาวมากเลยครับ
#TRON #TRONGlobalFriends #TGF
@justinsuntron @trondao @TronDao_THA
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
บางทีคนเก่งๆ ไม่ได้ลาออกเพราะเงินเดือนน้อยนะ แต่ลาออกเพราะทนกับเรื่องเดิมที่ต้องเจอทุกวันไม่ไหวมากกว่า
งานสั่งไม่เคลียร์ แก้แล้วแก้อีก ประชุมเป็นชั่วโมงแต่ไม่ได้อะไร คนขยันได้งานเยอะ คนทำไม่ได้ไม่ต้องทำให้ภาระตกที่คนทำได้ เรื่องพวกนี้ดูเล็กๆ แต่พอสะสมทุกวัน มันทำให้คนหมดใจกับงานได้เหมือนกัน
คนเรามันมีจะอะไรทำให้หมดใจกับที่ทำงานเร็วที่สุดบ้าง
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
คนทำงานประจำ/พนง. ออฟฟิศ 💼
ถ้าคุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เวลาหัวหน้า/เพื่อนร่วมงานมอบหมายงานอะไรไป อย่าให้เขาต้องมาคอยตาม มันดูไม่มืออาชีพ ที่ต้องมาคอยทวงงานเหมือนเด็ก ๆ คุณต้องมีวินัยและสื่อสารกับคนที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ
🗂 คุณต้องมีระบบการทำงาน ถ้าเขาไม่บอกเดดไลน์ ก็หมายความว่า เขาประเมินว่าคุณจะส่งงานภายในไม่กี่วัน (2-3 วัน) แต่คุณก็ควรถามหัวหน้างานเสมอว่า "กำหนดส่ง" ประมาณวันไหน? หรือถ้าคิดว่าส่งไม่ทัน → อธิบายเหตุผลและขอขยับเดดไลน์ออกไป 🗓
ไม่ใช่ทุกบริษัทที่วางระบบการทำงานไว้ดีพอ โดยเฉพาะบริษัทแบบไทย ๆ ถ้าใครไม่ชัดเจน เราต้องชัดเจนให้เขาเห็นนะ
#กลไกความสัมพันธ์ – at Amphoe Mueang Chiang Mai, Chiang Mai Province
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
- ทำงานเก่งไม่ได้แปลว่าจะโตไว คนที่สื่อสารผลงานตัวเองเป็นมักได้เปรียบด้วย อย่าทำงานเงียบ ๆ จนทุกคนคิดว่างานมันเสร็จเอง
- อย่าทุ่ม 100% ให้ทุกงาน บางงาน 70% ก็ผ่านแล้ว เก็บ 100% ไว้ให้งานที่มันมีผลกับชีวิตเราจริง ๆ
- เงินเดือนคือค่าจ้าง ไม่ใช่ค่าซื้อชีวิตเรา เลิกงานแล้ว ถ้าไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน โลกหมุนต่อได้
- อย่ารอให้บริษัทเห็นคุณค่าเราอย่างเดียว เราต้องรู้มูลค่าตลาดของตัวเองด้วย
- หัวหน้าที่ดีสำคัญกว่าชื่อบริษัทสวย ๆ เยอะ เพราะหัวหน้าคนเดียวสามารถทำให้งานที่ชอบกลายเป็นงานที่อยากลาออกทุกเช้าได้
- เพื่อนร่วมงานคือเพื่อนร่วมงานก่อนจะเป็นเพื่อน สนิทได้ รักกันได้ แต่เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเล่าหมด
- อย่าเก่งอยู่คนเดียวจนกลายเป็นคนที่โดนโยนทุกอย่างมาให้ ยิ่งทำได้ทุกอย่าง ยิ่งต้องรู้จักคำว่า “ขอบเขต”
- การปฏิเสธงานเพิ่ม ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ ถ้างานในมือเต็มแล้ว การรับเพิ่มทั้งที่ทำไม่ไหวต่างหากที่อาจทำให้งานพัง
- ประชุมเยอะไม่ได้แปลว่าทำงานเยอะ และ “ยุ่งตลอดเวลา” ก็ไม่ได้แปลว่า productive
- เก็บหลักฐานผลงานตัวเองไว้เสมอ อย่าหวังว่าตอนประเมินปลายปีทุกคนจะจำได้ว่าเดือนกุมภาพันธ์เราเคยช่วยโลกไว้ยังไง 😂
- เรียน Excel, PowerPoint, AI และการพูดให้คนเข้าใจ ต่อให้ไม่ได้อยู่สายเทค สกิลพวกนี้ช่วยชีวิตวัยทำงานได้มหาศาล
- อย่าเอาคำวิจารณ์งานมารวมกับคุณค่าของตัวเอง งานเราพลาดได้ โดยที่เราไม่ได้เป็นคนล้มเหลว
- เงินเดือนขึ้น 5% แต่ค่าครองชีพขึ้นเรื่อย ๆ อย่าลืมอัปสกิลและเช็กราคาตัวเองในตลาด
- วันลาพักร้อนมีไว้ลา ไม่ใช่ของสะสมแลกโล่พนักงานผู้เสียสละแห่งปี
- สุขภาพพังเพราะงาน บริษัทอาจหาคนแทนเราได้เร็วกว่าที่ร่างกายเราซ่อมตัวเองทัน
****และอันนี้อยากฝากที่สุด อย่าผูกตัวตนทั้งหมดไว้กับตำแหน่งงาน วันนี้เราอาจเป็น Manager, Specialist, Director หรืออะไรก็ตาม แต่วันที่ถอดบัตรพนักงานออก เราก็ยังควรเหลือชีวิตที่เป็นของเราอยู่
สุดท้าย
“ทำงานให้เต็มที่ แต่อย่าใช้ชีวิตเหมือนบริษัทเป็นเจ้าของเรา เพราะสุดท้าย Career เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งชีวิต”
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
หลังๆ มาผมนอนกรนครับ เพิ่งรู้จักแฟนคนปัจจุบัน (ก่อนคบกัน) ว่าเรากรน แล้วทำให้เขานอนไม่หลับ และถ้าเป็นงี้คือไม่ได้คบกันแน่ๆ
นี่เลยเครียด ไปนั่งหาข้อมูล วิธีแก้ทุกอย่างเพื่อให้สามารถอยู่กับเขาได้ จนสุดท้าย เจอ mouthpiece ของอเมริกา (สมัยนั้นทำงานอยู่อเมริกา) เลยสั่งมาลอง ปรากฏว่ากรนน้อยลง 80% ยกเว้นวันที่เพลียจัดจริงๆ
กลับมาไทย มีน้องทันตแพทย์เรียนเฉพาะทาง เห็นเราใช้ mouthpiece นี้ได้ผล เลยแนะนำให้ไปทำ MAD แบบเฉพาะปากเรามาใส่ ทำให้ใส่นอนสบายขึ้น แรกๆ ก็ไม่ชิน แต่ทุกวันนี้นอนกับแฟน ใส่ MAD ทุกวันจนขินไปแล้วครับ
รู้สึกดีใจมากๆ และดีใจที่ตัวเองทุ่มเทในตอนนั้นมากๆ จนหาทางแก้ให้สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้ เป็นหนึ่งในรวามภูมิใจในชีวิตเลย
**อาการกรนแต่ละคนมาจากหลากหลายสาเหตุ ไม่ใช่ทุกคนที่ใส่ MAD แล้วจะหาย แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือหาทางทดลองก่อนครับ
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
ที่บอกว่า การกิน มีผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อ และลดไขมัน ตามนึ้เลยครับ อันนี้คือ ข้อมูลที่มีผลการวิจัยรองรับ และผ่านการทำมาแล้วจากคนที่ตั้งเป้าตามนี้ อยากได้ผลก็ทำตามนี้ดูครับ
แต่ถ้ายังไม่อยากได้ อยากชิลๆ ก็ชิลๆไป แต่อย่าทำตัวขี้แพ้ชวนตี ตัวเองทำไม่ได้ เลยมาไล่ด่าคนที่เค้าทำได้ งงนะ
ออกกำลังกายแต่นน.ไม่ลด → ยังกินเยอะ
หน้าท้องไม่ลดสักที → คาร์ดิโอไม่พอ
เหนื่อยเพลียทุกวัน → นอนไม่พอ
กล้ามเนื้อไม่ขึ้น → การกินไม่ทีระเบียบ
ไม่มีแรงตอนออกกำลังกาย → คาร์บไม่พอ
ร่างกายฟื้นตัวช้า → พักผ่อนไม่พอ
คุมอาหารเป๊ะแล้ว → วันหยุดกินแหลก อ้าง "Cheat Day"
ควบคุมอยากอาหารไม่ได้ → กินหวาน/น้ำตาลมากเกินไป
ร่างกายเราซื่อตรงกับตัวเองที่สุดแล้ว
Cr.Ig Bravadoo
เรียกผมว่าเฮียโบยยยยย retweeted
Replying to @imnotyourbie
ถ้า 5 หลักเราใช้สูตรนี้คับ 2 ตัวแรกจะบอกว่าเป็นรถรุ่นอะไร
หรือจำง่ายๆ ถ้าขึ้นด้วย 40, 50, 80 เป็นรถร้อน ครับผม































