Jatesadakarn retweeted
ฟังตัวแทนสถาปนิกเล่าปัญหา AI ที่น่าตกใจและคิดไม่ถึง คือ ลูกค้าเจนแบบบ้านด้วย AI แล้วเอาไปให้ผู้รับเหมาสร้างตรงๆ เลย
ไม่ต้องมีสถาปนิก ไม่ต้องมีวิศวกรใดๆ
สุดท้ายสร้างไม่ได้จริงก็ต้องทิ้งงาน (ซึ่งก็ยังดีกว่าสร้างเสร็จแล้วถล่มลงมา)
มักเกิดกับบ้านไซส์ประมาณไม่เกิน 5 ล้าน
"You have more releases than users."
555555 จดไว้ใช้ แลงมาก
ล่าสุด Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล
คิดว่ามีประเด็นน่าสนใจ 5 เรื่องสำคัญ
1) AI อาจเพิ่มผลิตภาพ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีรายได้เพิ่ม
ในทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีมักเพิ่ม ผลิตภาพ หรือความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิม
หาก AI ทำให้บริษัทผลิตได้มากขึ้น แต่รายได้ส่วนใหญ่ไหลไปยังเจ้าของเทคโนโลยีและเงินทุน ขณะที่ค่าจ้างของแรงงานไม่เพิ่มขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง?
2) ออำนาจต่อรองของแรงงานที่ลดลง
เมื่อบริษัทมี AI เป็นทางเลือกในการทำงาน นายจ้างอาจไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างทุกคนทันทีแต่อาจจะ
A = ชะลอการรับพนักงานใหม่
B = ลดจำนวนคนในทีม
C = ให้พนักงานหนึ่งคนทำงานแทนหลายคน
D = กดดันค่าจ้างหรือสวัสดิการ
E = ใช้ระบบอัตโนมัติเป็นเหตุผลในการปรับโครงสร้างองค์กร
ผลลัพธ์คือ แม้คนจำนวนมากยังมีงานทำ แต่อาจมี อำนาจต่อรองต่ำลง
3) AI อาจเร่งเศรษฐกิจให้ไหลไปสู่ oligarchy หรือระบบที่อำนาจและทรัพย์สินกระจุกตัวอยู่ในมือคน 1%
เหตุผลคือ AI ต้องพึ่งพาทรัพยากรที่มีต้นทุนสูง
ชิปประมวลผล
ศูนย์ข้อมูล
พลังงานไฟฟ้า
ข้อมูลจำนวนมาก
นักวิจัยและวิศวกรระดับสูง
เงินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว
โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์
ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้กระจายอยู่ในมือทุกคน บริษัทที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีอยู่แล้วจึงมีโอกาสได้เปรียบมากขึ้น
ใครเล่น Twitter แบบไม่เปิดเผยตัวตนเวลาแชร์ลิงก์จาก Facebook ระวังด้วยนะคะ
ลิงก์จากแอป ฟบ ที่ท่อนสุดท้ายเหมือนตัวอักษรสุ่ม ๆ นั่นไม่ใช่แค่รหัสคลิป แต่เป็นรหัสแชร์ที่ระบบผูกไว้กับบัญชีของเรา เมื่อมีคนกดดู ฟบ จะขึ้นบอกว่าลิงก์นี้แชร์โดยใคร
เสี่ยงต่อการถูกสตอล์กข้ามแพลตฟอร์มมากจย้า
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม
ตอนนี้ไม่ว่าจะงานแฟร์ งานวัด งานเปิดร้าน งานออฟฟิศ โรงเรียน ฯลฯ ปัจจุบันคือป้าย เไ ครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จแล้วนะครับ วงการป้ายแบบที่สั่งกราฟิกนั่งออกแบบ ขอรูป ทำไฟล์ พักสูบบุหรี่ กลับมาแก้ฟอนต์ ปรับสี ขอโลโก้ใหญ่ๆ ขอสีดำสว่างๆ ฯลฯ สั่งแก้ไปมากว่าจะได้ แบบที่เราโตมา มันจบลงแล้ว และจะไม่ย้อนกลับไปอีกแล้ว
โดยเฉพาะงานง่ายๆ ที่ พ.ศ.นี้เราจะเห็นว่ามีงานชุ่ยโผล่มาให้เห็นเรื่อยๆ (มึงไม่ตรวจกันหน่อยว้า อุตส่าห์ประหยัดเวลาได้ขนาดนี้แล้ว)
เรื่องข้อถกเถียง ความเหมาะสม ลิขสิทธิ์ หรือใดๆ ก็ต้องคุยกันต่อไปอีกยาว แต่เทรนด์การผลิตกราฟิกโดยเฉพาะระดับชาวบ้านชาวช่องที่ส่งผลโดยตรงกับรสนิยมของผู้เสพและมนุษยชาติในเจนเนอเรชันถัดไป มันหมุนมาทางนี้แล้วจริงๆ ไม่มีโลกใบเก่าอีกต่อไปแล้ว …ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม
Jatesadakarn retweeted
ทวิตแมสระดับ 24 ล้านจากญี่ปุ่น
- นักข่าวสาว ดื่มหนักใน 1 ชั่วโมง: เบียร์ 4 กระป๋อง + ไวน์ 4 แก้วเล็ก แล้วทดลองขับรถตอนเมา เพื่อรณรงค์ “ดื่มแล้วห้ามขับ”
- หลังดื่มไปทดลองขับรถในสนามฝึก (มีผู้ฝึกสอนนั่งด้วย) ต้องหลบหุ่นจำลองที่วางบนถนน
- เธอคิดว่าตัวเองขับคล่อง แต่จริง ๆ แล้ว เบรกช้า แยกซ้าย-ขวาไม่ได้ และ ชนหุ่นจำลอง ไป
- ตอนชนหุ่น หน้าเธอดูสนุก/ตื่นเต้นเหมือนกำลังเล่นเครื่องเล่นสวนสนุก ทำให้คลิปนี้ไปไวรัล
Jatesadakarn retweeted
ในฐานะที่เคย implement ระบบคิว (virtual waiting room) ทั้งกับ Queue-it, Cloudflare Waiting Room รวมถึงเขียนเองมาบ้าง จุดประสงค์สำคัญคือ "บริหารต้นทุน และทรัพยากรทั้งระบบ"
- ป้องกันระบบล่มทั้งกระดาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเข้าเว็บ แต่อยู่ที่คนจำนวนมากเข้าพร้อมกันในวินาทีเดียว ถ้าไม่มีคิว ทุกคนจะกด refresh รัว ๆ โหลดยิ่งพุ่ง ระบบยิ่งช้า คนก็ยิ่งกดซ้ำ วนจนระบบล่ม (thundering herd) ผลที่ตามมาคือการจองค้างครึ่งทาง เช่น ตัดเงินแล้วแต่ไม่ได้ที่นั่ง หรือได้ที่นั่งแล้วแต่ชำระเงินไม่ผ่าน ซึ่งเคลียร์ทีหลังได้ยากมาก
- ระบบทั้งหมดเร็วได้เท่าจุดที่ช้าที่สุด ระบบจองบัตรอาจขยายได้เอง แต่ payment gateway, ธนาคาร, เครือข่ายบัตร (Visa/Mastercard) และ PromptPay ไม่ได้ขยายตามเรา gateway มี rate limit ต่อร้านค้า และธนาคารผู้ออกบัตรก็มีขีดจำกัดของตัวเอง ช่วงพีค SMS OTP อาจมาช้าหลายนาที หรือหน้ายืนยันของธนาคารอาจค้าง ทั้งที่ระบบจองบัตรไม่ได้มีปัญหาอะไร คิวจึงต้องปล่อยคนเข้าในจำนวนที่ระบบชำระเงินรับไหว ไม่ใช่แค่ที่หน้าเว็บรับไหว
- ลดภาระระบบบัญชีหลังขายจบ หลังเปิดขายต้องกระทบยอด (reconcile) อย่างน้อยสามแหล่ง คือ ออเดอร์ในระบบจองบัตร, รายงาน settlement จาก gateway (มักได้รับ T+1 หรือ T+2) และรายการเดินบัญชีธนาคาร การคุมจำนวนคนผ่านคิวช่วยลดรายการที่ไม่ตรงกัน เช่น จ่ายแล้วไม่ได้บัตร หรือตัดเงินซ้ำ ไม่ให้กลายเป็นระเบิดเวลาหลายพันรายการที่ต้องตามแก้และคืนเงินทีหลัง (ไม่ใช่ไม่มี แต่ทำให้เกิดน้อยที่สุด)
- บริหารต้นทุน การเตรียมเซิร์ฟเวอร์ให้รับคนล้านคนพร้อมกัน เพื่อใช้แค่ 10–20 นาทีที่บัตรขายหมด ไม่คุ้มค่า คิวทำให้โครงสร้างพื้นฐานขนาดปกติรับงานพีคได้ และส่วนใหญ่ใช้บริการสำเร็จรูปและจ่ายตามความต้องการลูกค้าเป็นสำคัญ
นึกถึงที่มีพสคนนึงมาแนะนำทริคเวลาเจอผู้ชาย โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานชายเล่นมุกเหี้ยๆ คุกคามว่าให้แข็งใจ ทำหน้าสงสัย แล้วย้อนถามกลับไปว่าหมายความว่ายังไงเหรอคะ มันตลกที่ตรงไหน ถามย้ำจนมันต้องอธิบายมุกเหี้ยๆ ตัวเองให้เราฟังแบบละเอียด ซึ่งพอถึงจุดนั้น แม่งจะเริ่มเจื่อนละ เริ่มเสียความมั่นใจ เจอแบบนี้สักครั้งสองครั้ง ส่วนใหญ่จะไม่กล้าเล่นกับเราอีกเลย
Jatesadakarn retweeted
แคปชั่นคือ
"สวัสดิการพนักงานบริษัท ReVeluv: ได้เห็นหน้าของผู้จัดการทีมไอรีน"
สมัครค่ะ
Jatesadakarn retweeted
เก้าอี้ไม่ได้มีไว้แค่นั่ง? เปิด 15 ตำแหน่ง ต้องใช้คำขึ้นต้น ‘กราบเรียน’ ในหนังสือราชการ
#มติชนออนไลน์ #ตำแหน่งกราบเรียน #เก้าอี้สตง
Jatesadakarn retweeted
Zero surprise: Google basically acquihired the founding team, leaving a zombie company behind.
There have been countless other examples of Big Tech doing the same: Microsoft with Inflection AI, Amazon with Covariant and Adept AI
All so that Big Tech doesn't trigger antitrust
Jatesadakarn retweeted
this reminds me of a gradient tutorial saying that you should avoid crossing colors through the center of the RGB cube becuz that's where the grayscale is which makes your gradient "muddy", so you add a 3rd color on the outside
it blew my mind (but didn't help me cuz I'm a bum)





































