จริงครับ เพราะต้อง
1. เก่ง กม.ไทยขั้น expert
2. เก่ง กม.นอกขั้น expert
3. เก่ง กม.เปรียบเทียบชนิดที่รู้ซึ้งในราก ปรัญญาวิธีคิด นิติวิธี การใช้การตีความกฎหมายในระบบกฎหมายนั้นๆ เป็นอย่างดี
4. ต้องผ่านเคสมาเยอะพอที่จะรู้ว่าเคสนี้แบบนี้ควรใช้คำ-สำนวนไหนแทนถึงจะตรงหรือใกล้เคียงสุด
มีเล่มนี้มาครอบครองจากการส่งต่อ
เป็นเล่มที่อ่านง่ายมาก
ปล.คลาสสิกเสมอใช้งานได้ตลอด
คนที่เก่งมากๆ สำหรับเราคือคนที่เห็นสำนวน กม. ภาษาอังกฤษแล้วสามารถแปลเป็นสำนวน กม. ไทยได้ทันทีเดี๋ยวนั้นเลยโดยใช้คำในตัวบทและสำนวน กม.
คนเรียนนิติมาจะรู้การใช้ “คำในตัวบท–สำนวน กม.” สำคัญอย่างไรและทำไมเราถึงไม่สามารถใช้คำ-สำนวนทั่วไปแทนได้ในบางคราว (คนละเรื่องกับคำอธิบายขยายความ)
ถ้าพูดถึงเรื่อง Legal Terms มีหนังสือที่อยากแนะนำอยู่หลายเล่ม แต่ที่ชอบสุดก็คงเป็นเล่มนี้ “Dictionary of Legal Terms And Expressions” ของ อ. ธง ลีพึ่งธรรม ถือเป็นตำราชั้นครู เพราะเป็นทั้งตำราภาษาศาสตร์และนิติศาสตร์ในตัว เป็นฐานในการศึกษาต่อหรือค้นกฎหมายต่างประเทศที่เป็นภาษาอังกฤษ
ถ้าประมวลแพ่งฯ ที่ใช้อยู่ก็ของเนฯ แต่เล่มใหญ่และหนามาก พอๆ กับพจนานุกรมไทยกับเขมรรวมกัน ตกใส่หัวนี่ไม่ต้องถามว่ารอดไหม ญาติได้แบ่งมรดกแน่นอน มีครบบรรพ 1-6 สำนวนเข้าใจง่าย แต่ฉบับนี้นานละ หลังๆ น่าจะมีฉบับใหม่ๆ ออกมา เช่น ของ อ.พินัย ที่ใช้สำนวนเก่งๆ ถือว่าน่าอ่านและซื้อเก็บมาก
ภาคใต้ เรียกว่า ‘ก่ำชำ’ หรือ ‘กำจำ’ (ชื่อในภาคอื่นๆ : มะหวด สีหวด ชันรู นำซำ มะจำ สีฮอก ฮวดลาว ฮวดฆ่า)
ในภาษามลายูถิ่นเรียกว่า ‘ตือราแญ’, ‘ตาแย’ คงเพี้ยนมาจาก ‘terajam’ /ตือราญัม/ ในภาษามลายูมาตราฐาน
คำว่า ‘ชง’ ในภาษาใต้ มีหลายความหมาย เช่น
1.) คน : เช่น “ชงกาแคว” (คนกาแฟ)
2.) ยุ ส่งเสริม : เช่น “อิ! ชงจั๋งหนา” (แหม่! ยุจังเลยนะ)
3.) มึน, งง, ตื้อ : เช่น “ถั่มไร้มายโถก ชงเม็ดแหล่วกุ” (ทำอะไรไม่ถูกแล้ว โอ๊ยมึน)
4.) บ้า, สติฟั่นเฟือน : เช่น “ไอบาวนันใซ่เกือกคางเดี๋ยวกุแลๆ ชง” (คนนั้นใส่รองเท้าข้างเดียว น่าจะบ้า)
5.) หลงๆ ลืมๆ, เลอะเลือน : เช่น “ออกจากพัทลุงกุชงแม็ดนิ ไปไหนมายโถกเลยของ” (ออกจากพัทลง เลาะเลือน หลงๆ ลืมๆ ทาง ไปไหนไม่ถูกเลย : เพราะไม่ได้ออกนานมากแล้ว)
ส่วน ‘ชง’ ในความหมายที่ว่า :โชคร้าย, โชคไม่ดี : เช่น “รถกะชน หน่ามกะถวม บ้านกะไควมาย ชงหนัดชาดปี๋นิ” (รถก็ชน น้ำก็ถ่วม บ้านก็ไฟไหม้ โชคไม่ดีเลยปีนี้)
คำนี้น่าจะมาจากภาษาจีน (อาจจะหมิ่นหนานหรือแต้จิ๋ว) ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์จีน ดวงชะตา
อีกคำหนึ่งที่เจอคือคำว่า ‘โซย’ (ซวย) หมายถึง โชคร้าย, โชคไม่ดี ที่ยืมมาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งทั้ง 2 คำพบได้ทั่วไปในภาษาใต้
ส่วนความหมายที่ ‘ไม่ถนัด’ น่าจะเป็นความหมายใน (3) : มึนตื้อ จนทำอะไรไม่ถูก หรือ (5) : หลงๆ ลืมๆ จนทำให้ทำอะไรไม่ค่อยถนัดนัก
‘อักษรเฉียงคฤนถ์’ (อักษรเฉียงพราหมณ์) ครับ
Replying to @levyhammann @NorOroN2495
ถ้าคนใต้คนไทยก็คงต้องอักษรขอม เพราะแต่ก่อนจารใบลานก็ทำแบบคนภาคกลาง คือใช้อักษรขอม แต่ถ้าภาษาเขมรโบราณทางใต้ โซนตากใบนราธิวาส ยันมาเลเซียเหนือที่เป็นชุมชนชาวไทย (ทั้งพุทธและมุสลิม) จะยังเก็บศัพท์โบราณไว้เยอะอยู่ เขาเรียกว่าภาษาเจ๊ะเห
𝗺𝗲𝗲𝗻 retweeted
เอาแค่ภูเก็ตนะ ภาษาใต้+จีนฮกเกี้ยนแบบเฉพาะของภูเก็ตกำลังจะหายไป เพราะรุ่นใหม่ๆจะพูดกลาง ด้วยค่านิยมคือกลัวติดทองแดง ไปโรงเรียนแล้วโดนล้อ จริงๆเด็กหาดใหญ่ก็น่าจะเหมือนกัน ฟังออกแต่ พูดไม่ได้5555
เห็นคนเหนือเขาตื่นตัว มีพยายามชุบชีวิตอักษรล้านนาให้กลับมาอยู่ในการรับรู้ของผู้คนคนเหนือ เห็นแล้วก็แอบอิจฉา คนใต้เราก็คงต้องรื้ออักษรยาวี อีสานบนก็อักษรไทยน้อย อีสานล่างก็อักษรขอม-เขมรโบราณ ภาคกลาง-ตะวันตกก็อักษรมอญ แล้วมาแชร์กัน มันจะเป็นคอมมูนิตี้ที่มีประโยชน์มากๆ เลยนะ
ถ้า ‘มอญ-เขมร’ มีอิทธิพลวัฒนธรรม ภาษา วิถี ขนบความเชื่อของคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาฉันใด ‘มลายู’ ก็มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม ภาษา วิถี ขบบความเชื่อของคนใต้ฉันนั้น จากคนที่ชอบศึกษาภาษา วัฒนธรรมภาคใต้เมื่อก่อนเคยคิดว่ามันมีเส้นแบ่งที่ชัด แต่พอยิ่งศึกษากลับพบว่าเส้นแบ่งเหล่านั้นยิ่งจางลงเรื่อยๆ
ถ้าเป็นภาษาใต้จะเรียงแบบนี้ :
1. [ช่วย+หา+เดี๋ยว] เช่น “เบียสู้นกะหมาพรื่อมายเดี๋ยวช่วยห้าเดี๋ยว”
2. [เดี๋ยว+หา+ช่วย] เช่น “ถั่มเบียสู้นหว่ายไหน่เดี๋ยวห้าฉ่วยเอง”
ส่วนรูปแบบ [เดี๋ยว+ช่วย+หา] ก็เจอเหมือนกัน
วัฒนธรรมการโดปคาเฟอีนในยุคแรกๆ เริ่มจากพวกศูฟีในเยเมนในศตวรรษที่ 15 ที่ต้องการปฏิบัติศาสนกิจได้นานๆ โดยไม่ง่วงนอน จึงใช้การดื่มกาแฟเพื่อช่วยให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่วัฒนธรรมนี้จะแพร่กระจายไปทั่วจักรวรรดิออตโตมันและแพร่ไปทั่วโลก จนมาถึงพวกเราโดยเฉพาะในช่วงสอบหรือช่วงทำงาน ☕️

























