Fun Manager retweeted
A lot has changed in 7 weeks - the only thing that hasn't changed (yet) is the $DXY.
เมื่อคืน VIX +70% มาที่ระดับ 28
ข้อมูลตัวนี้บอกว่า เหตุการณ์เวลา VIX ขึ้นแรงๆเนี่ย มี 8 ครั้ง ตั้งแต่ 1991 นะ
พบว่า 1 เดือนต่อมา 7 ใน 8 ครั้งกำไร +3%
3 เดือนต่อมา 6 ใน 8 ครั้งกำไร +7.1%
6 เดือนต่อมา 8 ใน 8 ครั้งกำไร +10.4%
12 เดือนต่อมา 7 ใน 8 ครั้ง กำไร +14.7%
โอเค มันคือค่าเฉลี่ยนั่นแหละ...........แล้วรอบนี้ จะกล้าสวนดีไหมเนี่ย
ช้อนได้ ก็หักได้นะเว้ย (แต่แอดไม่ขัดศรัทธา สายสวน)
#FunManager
Could be one of the best buying opportunities in years
The VIX just jumped as much as 70% in a single day and a move that large has only happened 8 times since 1991
What happened to the S&P after the prior 8, on average:
• 1 month later: +3.0% (7 of 8 times positive)
• 3 months later: +7.1% (6 of 8 times positive)
• 6 months later: +10.4% (8 of 8 times positive)
• 1 year later: +14.7% (7 of 8 times positive)
A move this extreme has only happened 8 times before today since 1991. Bookmark this post
ไปเจอโพสต์นี้ของพี่ไก่ขาวมา
ขอเล่าเหตุการณ์คล้ายๆกันว่า เรานั่ง M กลับบ้าน แล้วได้ยิน เด็กหนุ่มวัยทำงาน 2 คนคุยกัน ถึง Port หุ้น ไม่ก็ Option
แล้วก็ไม่กล้า All in เพราะไม่แน่ใจ ขอระมัดระวังไว้ก่อน
เราก็ได้แต่ยืนฟัง เพราะเดินหนีไม่ได้ 5555
แอร๊ย หมายถึง เราก็โอเค บริหารความเสี่ยงให้ดีนะน้อง พี่ก็ดอยอยู่
วันนี้ตอนกินข้าวกลางวันคือมีคนบ่นเรื่องหุ้น ตปท. บอกตอนนี้ติดดอยสูงมาก
อีกคนถามว่าเยอะมั้ย
ตอบ 40% บางตัว 50%
คือมันลงทีวันนึง 10%++
ลงติดๆ กัน 2-3 วันมันก็ทะลุ 30% ไปและ
แต่โชคดี ที่เข้าไม่เยอะ เลยเจ็บไม่มาก
มีแพลนจะช้อน แต่ก็กลัวช้อนจะหัก
คุยไปคุยมานึกถึงโพสวันก่อน
เห็นในเฟส บอกจะ All-in ตอนหุ้นลง
มาเห็นอีกทีบอกทนไม่ไหว
ยอมแพ้คัทขาดทุนไปหลักหลายแสน
Fun Manager retweeted
Implied volatility markets are not pricing midterm results to be a big event.
The forward volatility market is implying just a ~1.2% move in the S&P 500 Index tomorrow. That’s below what was implied one day ahead of 3 of the last 4 midterm elections. And it’s below what the S&P 500 realized after the 2018 and 2022 elections.
Fun Manager retweeted
GS: Consensus capex estimates on AI/Cloud players... should grow to ~$1.74 trillion by 2030 at a 31% 2025-2030 CAGR
Opportunities in fixed income | UBS
_/ Opportunities include adding medium- and long-duration IG bonds, diversifying thru EM credit and high-yield debt & focusing on current yields. Caution is advised on longest bonds due to fiscal and #AI debt concerns.
smallpdf.com/file#s=5c9f44d3…
Fun Manager retweeted
🚨 AI INFRASTRUCTURE BOOM JUST GOT BIGGER.
GS has raised its 2030 global data center capacity forecast from 217 GW to 273 GW a massive 26% upgrade.
That's an estimated $8.5 TRILLION in infrastructure spending over five years.
And here's the real story: AI demand isn't slowing down. The race for power, GPUs, and data center capacity is accelerating.
The biggest AI investment cycle may still be ahead of us. 🧵👇
JPMorgan วิเคราะห์ 4 สถานการณ์ของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) โดยประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้น S&P 500 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
🔵 Blue Wave (66%) — ตลาดหุ้นอาจผันผวน โดยเฉพาะหุ้น AI และ Big Tech
เป็นสถานการณ์ที่ตลาดให้น้ำหนักมากที่สุด โดย Democrat ชนะทั้งสองสภา ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องการเพิ่มกฎระเบียบควบคุม AI และการสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม JPMorgan มองว่ากฎหมายควบคุม AI ที่เข้มงวดอาจผ่านได้ยาก เพราะ Trump สามารถใช้สิทธิ Veto ได้ จึงมองว่าหากหุ้น AI ปรับตัวลง อาจเป็นโอกาสเข้าซื้อ (Buy on Dip) มากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาว ขณะที่ Bond Yield ระยะยาวอาจลดลงจากความคาดหวังเรื่องการลดขาดดุลงบประมาณ
🟣 Split Congress (26%) — เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างดีต่อตลาดหุ้นและพันธบัตร
Democrat ควบคุมสภาล่าง ขณะที่ Republican ควบคุมวุฒิสภา ส่งผลให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายและการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดการขาดดุลงบประมาณและกดดัน Bond Yield ให้ลดลง นอกจากนี้ การแบ่งอำนาจระหว่างสองพรรค (Gridlock) ยังช่วยจำกัดการออกกฎหมายใหม่ที่อาจกระทบภาคธุรกิจ แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องการเจรจางบประมาณและ Government Shutdown แต่ JPMorgan มองว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดในอดีตค่อนข้างจำกัด
🔴 Red Wave (7%) — เป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับตลาดหุ้น แต่เสี่ยงต่อ Bond Yield ที่สูงขึ้น
Republican ชนะทั้งสองสภา ทำให้ Trump สามารถเดินหน้านโยบายเดิมได้ต่อเนื่อง โดยไม่มีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดหุ้น โดย JPMorgan ประเมินว่า S&P 500 อาจปรับขึ้นมากที่สุดที่ 1.00–1.25% อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจผลักดัน Bond Yield ระยะยาวให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อมูลค่าหุ้นในระยะถัดไป
Other Split (1%) — ตลาดหุ้นบวกได้ แต่ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง
Republican ควบคุมสภาล่าง ขณะที่ Democrat ควบคุมวุฒิสภา ทำให้เกิดข้อจำกัดในการผ่านงบประมาณและเพิ่มความเสี่ยง Government Shutdown ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากการสอบสวนฝ่ายบริหารยังคงอยู่ แต่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีต้องเริ่มจากสภาล่างที่ Republican ควบคุมอยู่ JPMorgan จึงประเมินว่าตลาดหุ้นอาจตอบรับเชิงบวกในระดับจำกัดที่ 0.25–0.75%
=====
สรุป
JPMorgan มองว่าผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นในเกือบทุกสถานการณ์ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ AI การใช้จ่ายภาครัฐ และทิศทาง Bond Yield หากเกิด Blue Wave ซึ่งมีโอกาสสูงที่สุด หุ้น AI และ Big Tech อาจเผชิญแรงขายระยะสั้น แต่ JPMorgan มองว่าอาจเป็นโอกาสเข้าซื้อ ขณะที่ Split Congress อาจเป็นผลดีต่อทั้งหุ้นและพันธบัตรจากการจำกัดการขาดดุลงบประมาณ ส่วน Red Wave จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นมากที่สุดในระยะสั้น แต่ต้องระวัง Bond Yield ที่อาจปรับสูงขึ้น
เอาล่ะหุ้นจะเด้งจริงๆไหมนะ
#FunManager
ไถฟีดไปเจอสถิตินี้ Bond Yield กับตลาดหุ้นแปลกดี
เค้าหยิบปี 1990 2000 2007 ที่มีวิกฤติมา
พบว่าหลังจาก Bond Yield 10Y Peak แล้วลงมาราวๆ 40bps จะใช้เวลาเฉลี่ยๆราว 29 วัน สำหรับตอนนี้ก็ราวๆ 20 กว่าวันแล้วจาก 5 ต.ค.
และหลังจากนั้นราวๆ 60 วันหรือ 2 เดือนกว่าๆ S&P500 ก็ทำผ่านจุดสูงสุดแล้วร่วง.......................
แบบนี้แปลว่า วิกฤติจะเกิดใช่ไหม ?????????
อันนี้จะเอาสถิติตัวเลขมาเทียบแบบนี้ตรงๆมันก็ไม่ได้นะครับ แต่ยังไงก็ประเมินปัจจัยต่างๆกันอีกทีละกันนะ
#FunManager
The 40bp rule for bonds
A yield peak only counts once the 10Y closes 40bp below its 6-month high.
1990, 2000, 2007: it fired 9-44 days after the peak. Stocks kept rising anyway - the S&P 500 topped 31-75 days later.
Now: the 10Y peaked at 5.31% on 5 Oct. At 4.94% on the 30 Oct close, it is -37bp. Trigger: 4.91%.
3bp to go.
Not a sell signal. A countdown.
#Bonds #Yields #SPX #Nasdaq100
Fun Manager retweeted
GS: A Statistically Significant Relationship Between AI Adoption and Job Growth and Unemployment Among Nonmanufacturing Subsectors
เงินไม่ได้หายาก แต่คน 99% ไม่รู้วิธีนี้! กับ ตัน อิชิตัน x ดิว วีรวัฒน์ I Money Issue EP.83
เห็นคลิปนี้มาซักพักแล้ว ขอฟังหน่อยละกันนะฮะ
1. เงิน 1 ล้านบาทในยุคนี้เยอะไหม / การหาเงินยุคนี้เทียบกับอดีต
เงิน 1 ล้านบาทในยุคปัจจุบัน
- สำหรับบางคน 1 ล้านบาทก็พอใช้ แต่บางคน 10 ล้านบาทก็ไม่พอ
- หากหาเงินได้ 1 ล้านบาท แนะนำให้นำไปต่อยอดให้เพิ่มขึ้นก่อนค่อยนำมาใช้
- หากเป็นพนักงานเงินเดือน เงิน 1 ล้านบาทถือว่าเยอะ แต่สำหรับพ่อค้าหรือคนทำธุรกิจถือว่าไม่เยอะ
- สำหรับคนทั่วไป เงิน 1 ล้านบาทพอใช้ได้แต่ไม่นาน เพราะมีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าดูแลลูกน้อง และค่าใช้จ่ายทางบ้าน
ความยากง่ายในการหาเงิน (อดีต vs ปัจจุบัน)
มุมมองคุณตัน: ยุคนี้หาเงินง่ายกว่าอดีตมาก
- อดีต (ธุรกิจโบราณ) เริ่มต้นยาก เช่น อยากเปิดร้านขนมปัง ต้องไปเป็นพนักงานเช็ดถาดก่อน 1 ปี ปีที่สองถึงได้เริ่มตีแป้ง มีหน้าร้าน มีต้นทุน ตกแต่ง และส่งของ
- ปัจจุบัน "รวยง่าย แต่ตายไว" มีโรงเรียนสอนทำขนมปัง ทำการตลาดง่าย แค่ทำลง TikTok แล้วดัง คนก็มาเข้าแถวซื้อ ธุรกิจอยู่ในมือถือเครื่องเดียว
- ข้อดี-ข้อเสีย ยุคนี้หาเงินง่าย ทำให้มีคู่แข่งเข้ามาเยอะ สินค้าเกิดง่ายตายง่าย เช่น ร้านครัวซองต์ชื่อดังที่เชียงใหม่ที่คุณตันเคยโทรขอซื้อ ผ่านไปปีเดียวปิดตัวแล้ว ดังนั้น ได้เงินมาช่วงสั้นๆ ต้องรีบเอาไปต่อยอด
มุมมองคุณดิว มองตรงกันว่า 30 ปีที่แล้วเริ่มทำธุรกิจยากมาก ต้องมีหน้าร้าน ซัพพลายเออร์ ลูกน้อง และระบบปฏิบัติการใหญ่โต
ยุคนี้ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องสต๊อกของ (Inventory) แค่สร้างช่องทางออนไลน์ (เช่น TikTok) ทำตัวให้เด่นดัง (ไม่ว่าจะเด่นเรื่องดี เรื่องไม่ดี หรือเป็นคนที่คนเกลียด) แล้วปักตะกร้าขายของก็ได้เงินเร็ว
แต่การเกิดไวก็ไปไวเช่นกัน เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมมีพื้นฐานที่แน่นกว่าเนื่องจากต้องเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง
=====
2. กรอบคิด (Mindset) ของคน 0.1% / 1% ที่ประสบความสำเร็จ
มุมมองคุณตัน
- คนรวยกับคนจน หรือคนสำเร็จกับล้มเหลว ต่างกันเพียงจุดเล็กๆ
- คุณตันไม่ชอบคำว่า "ฮิต/เทรนด์" เพราะมันมาแล้วก็ไป แต่ชอบคำว่า "ยาก / ทำไม่ได้หรอก"
- เวลาผู้รับเหมาหรือลูกน้องบอกว่างานนี้ทำยาก ลำบาก คุณตันจะบอกว่า "ถ้าทำง่ายๆ ให้ไปทำที่บ้านมึง" เพราะเราต้องทำสิ่งที่ยากที่คนอื่นข้ามไม่ถึง
ใครทำก่อนสำคัญกว่าใครคิดก่อน ไม่ต้องทำเรื่องแปลกประหลาด แค่เปลี่ยน packaging หรือวิธีการนำเสนอ
ตัวอย่าง ชาไข่มุก: มีมา 20 กว่าปีแล้ว คุณตันเคยเขียนเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนไปไต้หวัน ชาไข่มุกมีขึ้นมีลงเป็นยุคๆ เปลี่ยน packaging หน้าตา และวิธีนำเสนอ แต่ก็คือชาไข่มุกอยู่ดี
โอกาสมีอยู่ตลอดเวลา: เหมือนบินอยู่ในอากาศ อยู่ที่ว่าเรามีสติและเชื่อว่าทำได้หรือไม่
มุมมองคุณดิว คนเก่งมีเยอะ แต่จุดต่างอยู่ที่ Mindset ในการนำเงินไปต่อยอด
- เปรียบเทียบคน 2 คน
คนที่ 1 (วนลูปไม่ยั่งยืน): หาเงินได้เท่ากัน พอได้เงินปุ๊บ เอาไปซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถใหม่ มือถือใหม่ เสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือไปเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้รางวัลชีวิต ทำให้เงินหมดแล้วต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ วนลูปหาเงินใหม่
คนที่ 2 (ยั่งยืน): หาเงินได้เท่ากัน แต่คงไลฟ์สไตล์ธรรมดาแบบเดิม นำเงินไปขยายธุรกิจ พัฒนาตนเอง ศึกษาตลาด/คู่แข่ง ลงทุนเครื่องจักรที่ประหยัดไฟหรือลดต้นทุนผลิต ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมั่นคง
มุมมองเสริมของคุณตันเกี่ยวกับ "การใช้เงินกำไร"
- อ้างถึงคำของ鄧小平 (เดิ้งเสี่ยวผิง): "แมวจับหนูได้ สีอะไรก็คือแมวที่ดี" ไม่มีถูกหรือผิด
- หากยังไม่รวยจริงหรือยังรวยไม่สะใจ เมื่อได้กำไรมา คุณตันแนะนำให้เอาเงินไป "ใช้ให้หมดกับการหาประสบการณ์"
- ไม่ใช่ซื้อรถ คอนโด หรือแบรนด์เนม แต่ให้เอาไป เที่ยว ออกนอกบ้าน คบเพื่อนใหม่ สัมมนา หาคอนเนกชัน และความรู้
- เพราะโอกาสพิเศษไม่ได้เกิดจากการนั่งรอที่บ้านหรือคุยกับคนเดิมๆ คุณตันชอบคบคนรวยและคนเก่ง
- เมื่อมีธุรกิจเป็น "บ่อแม่น้ำ/น้ำตก" ที่ไหลตลอด ค่อยใช้เงิน ตอนนั้นใช้อย่างไรก็ไม่หมด
=====
3. ตลาดหุ้น vs อสังหาริมทรัพย์ / สินทรัพย์กู้วิกฤต
มุมมองคุณตันต่อตลาดหุ้น
- ยอมรับว่าโง่เรื่องลงทุนหุ้น ไม่ถนัด และไม่ค่อยเชื่อเพราะราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนจากกำไรเสมอไป แต่มันขึ้นกับกระแสและคนเล่น
- ฝังใจจากหนังฮ่องกงสมัยวัยรุ่น (เรื่องเจ้าพ่อตลาดหุ้น / เจ้าฟ้า) ที่เห็นภาพคนเล่นหุ้นแล้วเจ๊ง กระโดดตึก
- เคยเข้าห้องหุ้นตั้งแต่อายุ 21 ปี (ปัจจุบันอายุ 66 ปี) อยู่ในบรรยากาศห้องหุ้น 10 ปี โดน Marketing ชวนแต่ไม่เคยเล่น
- เห็นเพื่อน 8 ใน 10 คน (80%) เจ๊งหุ้น เพราะเวลาได้จะทุ่มแทงเยอะขึ้นเรื่อยๆ พอเสียตาสุดท้ายก็หมดตัว
กลยุทธ์การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของคุณตัน นำเงินแทบทั้งหมด 90% ลงในที่ดินดีๆ
- ไม่เก็งกำไรตามนโยบายรัฐ (ไม่รอ EEC หรือรถไฟความเร็วสูง) แต่เลือกซื้อที่ดินที่มองเห็นศักยภาพและทำประโยชน์ได้ทันที
- หลักการซื้อขายที่ดิน ไม่จำเป็นต้องขายได้ราคาแพงที่สุด แต่ขายในราคาที่พอใจแล้วนำเงินไปต่อยอด 2-3 ต่อ
ตัวอย่างที่ดินเพลินจิต: ขายไปตารางวาละประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ผ่านไป 10 กว่าปี กลายเป็นราคา 4 ล้านบาท แต่คุณตันเอาเงินก้อนนั้น ณ ตอนนั้น ไปซื้อที่ดินสุขุมวิท 24 (ได้กำไร 2 เท่ากว่าใน 2 ปี) และไปซื้อทองหล่อ (ได้กำไร 7 เท่าใน 7 ปี) ซึ่งรวมแล้วได้กำไรมากกว่าการถือเพลินจิตค้างไว้
ตัวอย่างที่ดินทองหล่อ ซอย 10: ถือไว้ 7 ปี หุ้นทำธุรกิจได้แบ่งกำไรมา 200 กว่าล้านบาท พอกลับมาขายที่ดินให้บริษัทมหาชน ได้กำไรอีก 6,000 กว่าล้านบาท (เสียภาษีเป็นพันล้าน)
ตัวอย่างตลาดนัดนินจา อมตะ ชลบุรี: ซื้อ 80 ไร่ ไร่ละ 10-11 ล้านบาท ทำตลาดนัดได้กำไรเดือนละ 3 ล้านบาท และราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 30 ล้านบาท (ได้กำไรที่ดินเพิ่ม 2 เท่า)
ตัวอย่างโรงแรมที่เชียงใหม่: ซื้อตารางวาละ 70,000 บาท ทำโรงแรมมา 12 ปี ได้ Yield 8-9% ปัจจุบันที่ดินแถวนั้นราคาตารางวาละ 500,000 - 900,000 บาท
- ซื้อที่ดินไข่แดง (Prime Location): ซื้อที่ดินราคาสูงในตำแหน่งดีเยี่ยม แม้นอนหลับ ไม่สบาย ฝนตก ฟ้าผ่า โควิด ราคาที่ดินก็ขึ้นเอง ไม่กลัววิกฤต
- เตือนภัยการซื้อที่ดิน: อย่าซื้อที่ดินไกลๆ ที่ดินตาบอด หรือที่ดินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะจะเป็นภาระภาษีและค่าดูแล
มุมมองคุณดิวต่อการลงทุนและการสร้าง Active Income
- ตัวตนจริงๆ ของตนเองคือ "พ่อค้า" ซื้อมาขายไป อะไรทำเงินได้ทำหมด
- ไม่ใช่เซียนหุ้นหรือกูรูหุ้น แต่ร่ำรวยจากการค้าขาย แล้วเอาเงินเก็บที่มีวินัยไป ซื้อหุ้นปันผลดี ที่ให้ผลตอบแทน 7-9% ต่อปี
คำเตือนเรื่องเงินล้านแรก: คนชอบถามว่ามีเงิน 1 ล้านบาท ลงทุนอะไรดี?
หากมี 1 ล้านบาท ซื้อหุ้นปันผล ได้ปันผลปีละ 50,000 - 70,000 บาท ซึ่งไม่พอเลี้ยงชีวิต
ต้องเน้นสร้าง Active Income ที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ และทำซ้ำๆ เป็นเวลา 10-20-30 ปีขึ้นไป ไม่มีใครรวยจากการลงทุนเพียง 2-3 ปี
=====
4. การรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและการสร้าง "บ่อน้ำซึม" (Cash Flow)
มุมมองต่อวิกฤต คุณตันชอบวิกฤต เพราะช่วงเศรษฐกิจดี คนแห่ทำเยอะ คู่แข่งเยอะ แต่ช่วงวิกฤตคนท้อแท้หมดแรง คุณตันจะสู้ช่วงนั้นเพราะได้โอกาสและของราคาดี
บทเรียนการเจ็บหนักของคุณตัน (ปี 2540)
- เคยเป็นหนี้สูงสุด 100 ล้านบาท ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540
- แก้ไขวิกฤตด้วยการตัดแขนขา (ขายทรัพย์สิน) เพื่อรักษาชีวิต และรักษา "เครดิต" ไว้
- หลังจากนั้นตั้งกฎว่าจะไม่เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้น้อยที่สุดและรีบใช้คืนให้เร็วที่สุด
ทฤษฎี "บ่อน้ำซึม" (บ่อตาน้ำ) ของคุณตัน
- นำเงินกำไรจากธุรกิจไปสร้างสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) เปรียบเสมือนการขุด "บ่อน้ำซึม/บ่อตาน้ำ"
- ค่อยๆ สร้างทีละบ่อ เช่น โรงแรม ตลาดนัดนินจา ศรีราชา เขาชีจรรย์ ฯลฯ จนมีประมาณ 20 บ่อ
- แต่ละบ่อสร้างเงินสดเข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่มีหนี้สะสม แล้วนำกระแสเงินสดที่เหลือ (เช่น เดือนละ 50-100 ล้านบาท) ไปทยอยสร้างบ่อที่ 11, 12, 13 ต่อไปเรื่อยๆ
- ต้องใช้เวลาสะสม 20-30 ปี และไม่ทำอะไรเกินตัว
คำแนะนำสำหรับ "คนตัวเล็ก" (พนักงานประจำ/ผู้เริ่มต้น):
คุณดิวแนะนำ
- รักษางานประจำให้ดี แล้วหาแหล่งรายได้เสริมทำเพื่อให้มีรายได้ 2-3 ทาง
- อะไรตัดได้ให้ตัด ประหยัดได้ให้ประหยัด
- หากยังอยู่กับพ่อแม่ได้ให้อยู่ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องรีบย้ายออกไปเช่าคอนโดหรือซื้อรถใหม่เพื่ออวดสังคม
คุณตันเสริม
- คนรุ่นใหม่พอเริ่มมีเงินมักรีบซื้อรถ ซื้อคอนโด ผ่อนทุกอย่างแม้กระทั่งโทรศัพท์หรือหม้อหุงข้าว
- การสร้างหนี้ผ่อนตั้งแต่เงินยังน้อย ทำให้หมดโอกาสเมื่อโอกาสการลงทุนดีๆ มาถึง เพราะไม่มีสภาพคล่อง
- เมื่อเจอวิกฤต (เช่น โควิด) รายได้ลดลง เงินไม่พอผ่อน จะเกิดความทุกข์และไม่มีแรงหาเงิน
- แนะนำให้เก็บเงินสด ไว้หาความรู้ หรือนำไปลงทุนในหุ้นกู้/หุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอ เพื่อให้เงินช่วยทำงานโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงสูงเกินไป
ได้มุมมองดีนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ
#FunManager
มีลูกต้องรอให้รวยไหม? “กวี ชูกิจเกษม” เปิดวิธีวางแผนเงินและสอนลูกให้คิดเป็น | MY DADDY James EP.12
ผู้ร่วมรายการ: คุณกวี ชูกิจเกษม (นักสร้างอิสรภาพทางการเงิน) และ น้องวิว (ลูกชาย)
รายการนี้เด้งมาพอดี ตอนแรกนึกว่าพี่กวีสัมภาษณ์เจมส์จิ 5555
1. จุดเริ่มต้น แนวคิดเรื่องการมีลูก และพลังของครอบครัว
- เป้าหมายชีวิตที่เปลี่ยนไป: คุณกวีเริ่มต้นทำงานด้วยเงินเดือน 11,500 บาท โดยตั้งเป้าหมายแรกว่าอยากเกษียณตอนอายุ 45 ปี เมื่อทำได้ตามเป้า ความฝันได้เปลี่ยนเป็นอยากเห็นคนไทยอย่างน้อย 10% มีอิสรภาพทางการเงิน
- มีลูกต้องรอให้มี 10–20 ล้านบาทไหม?: ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงิน 10–20 ล้านบาทก่อนถึงจะมีลูก การมองว่าต้องใช้เงินสูงขนาดนั้นเป็นเรื่องเกินจริง เพราะคุณภาพการศึกษาและการเลี้ยงดูลูกทำได้หลายรูปแบบ (โรงเรียนรัฐบาล เอกชน หรืออินเตอร์) ซึ่งคุณภาพของเด็กที่ออกมาไม่ได้แตกต่างกันเสมอไป
- พลังคำว่า "ตายแทนกันได้": วินาทีแรกที่เห็นหน้าลูก จะเข้าใจคำว่า "ตายแทนกันได้" ซึ่งกลายเป็นพลังมหาศาลที่ทำให้ขยัน ประหยัด และมุ่งมั่นเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
- บริหารตามงบประมาณ (Step by Step): ให้เลี้ยงลูกตามกำลังและฐานะ ณ วันนั้น อย่าเอาเรื่องฐานะมาเป็นเงื่อนไขจนไม่กล้ามีลูก เพราะหากรอให้พร้อมจนอายุเกิน 35 ปี การมีลูกอาจยากขึ้นและมีความเสี่ยงสูงขึ้น
- ลูกไม่ใช่อุปสรรค: ลูกไม่ใช่สิ่งกีดขวางการสร้างฐานะ แต่เป็นพลังใจและแรงผลักดันให้พ่อแม่พัฒนาตัวเอง
=====
2. ขั้นตอนการวางแผนการเงินสำหรับพ่อแม่และผู้เริ่มต้น
- สำรวจตัวเองและทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย: เริ่มต้นจากการจดและสำรวจรายรับ-รายจ่ายเพื่อทำให้ "รายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย" โดยยึดหลัก ขยัน อดทน ประหยัด มีวินัย
- เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) 12 เดือน: ก่อนเริ่มลงทุน ต้องสะสมเงินออมธรรมดาให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 12 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันชีวิต และเป็นการพิสูจน์วินัยการออมของตนเอง
- ทำประกันก่อนการลงทุน: ควรทำประกันชีวิตและสุขภาพให้ทั้งตัวเองและลูกก่อนนำเงินไปลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิดและสร้างฐานทางการเงินให้แน่น
- การลงทุนไม่ใช่ทางด่วนรวยเร็ว: สถิติคนไทยอายุ 60 ปี มีเพียง 5% เท่านั้นที่มีอิสรภาพทางการเงิน การลงทุนต้องใช้ความรู้ ไม่ใช่ทำตามคำชวนเชื่อของ Influencer ในโซเชียลมีเดีย
=====
3. ประสบการณ์ผิดพลาดและบทเรียนการลงทุนของคุณกวี
- แม้จะเรียนและทำงานด้านการเงิน แต่ช่วงแรกเคยขาดทุนถึง 70% จนเจ็บหนักและต้องหยุดลงทุนไปนานถึง 3 ปี
- ได้อ่านหนังสือ Buffetology ซึ่งสอนให้มองการลงทุนในหุ้นเป็นการ "เป็นเจ้าของธุรกิจ" เน้นสะสมหุ้นที่ดีและถือยาวเพื่อรับเงินปันผล โดยไม่หวั่นไหวกับความผันผวนของราคาหุ้น
- เงินที่จะนำมาลงทุนในหุ้นต้องเป็นเงินเย็นที่มั่นใจว่า ไม่จำเป็นต้องถอนออกมาใช้อย่างน้อย 3–5 ปี
=====
4. หลักการจัดพอร์ตและกลยุทธ์การลงทุน
สินทรัพย์หลัก vs สินทรัพย์ทางเลือก
- สินทรัพย์หลัก (สร้างกระแสเงินสด): หุ้นดี (เงินปันผล), อสังหาริมทรัพย์ (ค่าเช่า), พันธบัตรรัฐบาล/หุ้นกู้ (ดอกเบี้ย)
- สินทรัพย์ทางเลือก (ไม่สร้างกระแสเงินสด): ทองคำ, นาฬิกา, ของสะสม
พอร์ตรับความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง (สำหรับคนทั่วไป)
- หุ้น 20% และ ตราสารหนี้/พันธบัตร 80%
- กองทุนหุ้นโลก (Global Index Fund): ใช้วิธี DCA (Dollar Cost Averaging) ถือสัดส่วนหุ้นโลก เพราะมีระบบคัดเลือกบริษัทที่ดีเข้าและตัดบริษัทที่แย่ออกโดยธรรมชาติ ซึ่งสถิติย้อนหลัง 50 ปี กองทุนหุ้นโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 11.5% ต่อปี
- หุ้นไทย: หากเลือกลงทุนในไทย ให้เน้นดัชนี SET50 ซึ่งรวม 50 บริษัทที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ
=====
5. วิธีการสอนลูกเรื่องการเงิน (มุมมองของคุณกวีและน้องวิว)
- ปลูกฝังให้เห็นว่า "เงินโตได้": เริ่มต้นจากการให้ลูกเห็นว่าเงินเติบโตได้จริง พาลูกไปฝากเงิน และเริ่มให้ลงทุนในหุ้นเมื่ออายุ 11 ปี โดยไม่บังคับ แต่ชวนเล่นสนุกแบบแข่งกันทำกำไร
- การเป็นเจ้าของกิจการ: สอนให้ลูกมองการซื้อหุ้นคือการเป็นเจ้าของธุรกิจ
- บทเรียนจากการโดนโกงสกินเกม: น้องวิวเคยโดนโกงสกินในเกมออนไลน์ คุณกวีไม่ด่าทอ แต่ปล่อยให้เป็นบทเรียนการเรียนรู้เรื่อง Security และประสบการณ์จริงในวงเงินที่ควบคุมได้
- มุมมองของน้องวิว (ลูกชาย): ปัจจุบันศึกษาปริญญาตรีสาขา Mathematics และวางแผนต่อปริญญาโทด้าน Finance & Mathematics น้องวิวให้คะแนนการสอนของคุณพ่อ 9.5/10 (A+) โดยระบุว่าคุณพ่อช่วยสร้าง วินัย (Discipline) ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกมิติของชีวิต ทั้งการเล่นฟิตเนส การวิ่ง และการเรียน
- กฎข้อห้ามเด็ดขาดของครอบครัว: ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แอลกอฮอล์ และการพนัน
=====
6. 5 นิสัยสู่การสร้างอิสรภาพทางการเงิน
1) การปรับตัว (Adaptive): เป้าหมายชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง (ยึดหลัก 80/20: 80% ควบคุมไม่ได้ จงเตรียมพร้อมใน 20% ที่ควบคุมได้)
2) ประหยัดและเลี่ยง Lifestyle Inflation: เมื่อมีรายได้สูงขึ้น ต้องไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายตาม และหลีกเลี่ยงการสร้างหนี้
3) ความอดทน: การลงทุนต้องใช้อดทน โดยสถิติต้องใช้เวลา 10 ปีขึ้นไปถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
4) การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง: ต้องศึกษาและเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ
5) สร้างวินัยการออมและการลงทุน: ลงทุนสม่ำเสมอเพื่อสร้างกระแสเงินสดหลายทาง
ขอบคุณพี่กวีมากครับ
#FunManager
S&P500 ลงมาจากจุดสูงสุดราว 3% เอง ยังอีกไกลแฮะ
The stock market is not the economy.
Since 1929, the S&P 500 has suffered 12 bear markets without a recession, including recent declines of 20% or more in 2018, 2022, and 2025.
Stocks can crash without the economy contracting.
Video: youtube.com/watch?v=yJo3lWw6…
Fun Manager retweeted
The S&P 500 P/E ratio is now right near its April 2025 low... 18.3x... down almost 5 turns from 12 months.
A valuation bear market. @dualityresearch
Fun Manager retweeted
The market is so negative on AI capex spend that hyperscalers with an average 21% revenue growth are trading at a 20.7x P/E multiple.
Meanwhile, you have companies like Costco and Walmart trading at 40x P/E while growing revenue at a fraction of the rate
If the capex proves to have any reasonable ROI, people are going to deeply regret being this bearish on some of the best companies in the world
Mike Wilson นักกลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ ของ Morgan Stanley มองว่า ตลาดหุ้นยังมี “clearing events” อีกหลายเหตุการณ์ที่อาจกดตลาดลงชั่วคราว แต่จะสร้างจังหวะที่ดีให้นักลงทุนกลับเข้าไปซื้อ
1. มอง S&P 500 อาจย่อลงสู่ราว 7,100 จากแรงกดดันของ Midterm, AI spending และข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ก่อนฟื้นไปแถว 8,000 หลังความเสี่ยงเหล่านี้ผ่านไป
2. สถิติย้อนหลังของ Morgan Stanley ชี้ว่าหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 6–12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทุกครั้งตั้งแต่ปี 1950 แม้ช่วงก่อนและทันทีหลังเลือกตั้งอาจผันผวน
3. ตลาดกังวลทั้งการใช้ Capex สูง การต่อต้าน Data Center ในระดับท้องถิ่น และ Regulation ที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจชะลอการลงทุนบางส่วน
4. Wilson มอง Yield ที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจาก Nominal Growth ที่แข็งแรง จึงยังเป็นบวกต่อบริษัทคุณภาพสูงที่โตได้ แต่กดดัน Small Caps และบริษัทคุณภาพต่ำที่ต้องกู้ด้วยต้นทุน 8–10%
5. รัฐบาล บริษัท และโครงการ AI ต่างต้องการเงินทุนพร้อมกัน แต่ตลาดยังมีช่องทางทั้ง Debt และ Equity ทำให้บริษัทสามารถสลับแหล่งเงินทุนตามต้นทุนได้ ขณะที่ Real Yield ที่สูงทำให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นระหว่าง Bond, Credit และ Equity
สรุป Wilson ยัง Bullish ระยะกลาง แต่คาดว่าตลาดต้องผ่านการปรับฐานและ “clearing” ของ Midterm, AI capex และ liquidity ก่อน
Fun Manager retweeted
คุณโฟร์ทสรุปครบ
3 Supercycle พลิกประวัติศาสตร์
โลกไม่ได้แค่เจอ “แรงกระเพื่อม” ธรรมดา แต่เรากำลังเข้าสู่ 3 Supercycle ลูกใหญ่ที่จะพลิกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก!
#เศรษฐกิจโลก #Supercycle #นฤมลจิวังกูร #Citibank #NATIONFORUM2027
Fun Manager retweeted
ว่าแล้วคุ้นๆเป็นคนเดียวกับที่พูดว่า " ถ้าในวันที่ทุกสิ่งดูผิดพลาดไปหมด ใจที่ดีจะนำทุกสิ่งกลับเข้าที่เอง " เพราะแกไม่ยอมแพ้ทำมันทุกอาชีพที่ได้เงินแล้วแกก็สู้จากสาวโรงงานจนได้เป็นผู้พิพากษาเลย ไปฟังสัมแกโคตรอิมแพค


































