
coffee shop owner @dotcafe | bookstore owner dot.b | Man Utd supporter | movie watcher | book reader | music listener | life liver
Songkhla, Thailand
Joined March 2008
- Tweets222K
- Following778
- Followers10.8K
- Likes61
ifine retweeted
“เราทุกคนต่างเป็นนักปรัชญา” คุณอาจขมวดคิ้วหรือยกมือขอค้าน แต่ขอให้คิดใหม่!
หากคุณมีคุณค่าบางอย่างที่ยึดถือ มีภาพในหัวว่าโลกคืออะไร หากคุณเคยขบคิดคำถามอย่างเราควรทำอะไร สิ่งที่แวดล้อมเราอยู่คืออะไร และเรารู้เรื่องต่างๆ ได้อย่างไร คุณอาจเป็นนักปรัชญาอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว🤓✅
ifine retweeted
Look Back เข้าโรงไทยแล้ว !!
เรื่องราวของเด็กผู้หญิงสองคนที่รักในการวาดภาพ ตั้งแต่ประถม จนได้มาจับคู่กันเขียนการ์ตูนเพื่อส่งประกวด ความฝันของทั้งคู่ค่อยๆ เป็นจริงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง...
พูดถึงการถ่ายทำ คือ จากที่ผู้กำกับโคเรเอดะ ฮิโรคาซุ พูดในช่วงสัมภาษณ์ เขาบอกว่าไปถ่ายทุกฤดูกาลจริงๆ ของจังหวัดอาคิตะ หิมะก็หิมะจริง หน้าร้อนก็ร้อนจริงๆ ภาพที่ออกมาคือสวยเว่อร์ ควรค่าแก่การไปดูในโรงหนัง จอใหญ่ๆ อ่ะ
อีกจุดที่ชอบ ก็คือภาพการ์ตูนในเรื่องวาดสวยมากๆ ก็นะเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ฟุจิโมโตะ ทัตสึกิ ต้นฉบับเรื่องนี้ เขายกผู้ช่วยของเขาให้มาวาดประกอบฉากในหนังเลย ลายเส้นเทพจนหลายๆ ฉากต้องหันไปว้าวกับเพื่อนที่มาดูด้วยอ่ะ !
ขอสปอยสั้นๆ นิดเดียว ให้เตรียมใจ เรื่องนี้จบเศร้านะ ถ้าใครไม่เคยดูเมะมาก่อน ก็ไปลุ้นกันในโรง ว่าจะเศร้าไปในทางไหน แต่สำหรับเราชอบที่จบแบบนี้แหละ
เดงุจิ นัตสึมิ กับมากิตะ อาจู เล่นได้น่ารักมาก
แล้วก็มีสุดะ มาซากิ เล่นเป็นบรรณาธิการด้วยนะ
เข้าโรงภาพยนตร์ไทยแล้ววันนี้ !! ไปดูกันเยอะๆ นะ ชอบมาก
ifine retweeted
ยกให้ Run with the Wind เป็นอนิเมะปรัชญาไปแล้วตอนนี้ พอได้กลับมาดูอีกครั้งในช่วง phase ใหม่ของชีวิตมุมมองมัน makes a big difference ขึ้นไปอีก สำหรับเราอนิเมะนี้ไม่ได้เพียงแค่วิ่งอย่างเดียวแต่กลับสอนการใช้ชีวิตและมุมมองต่อคนรอบข้าง รวมถึงตัวเราเองด้วย มัน inspire เราจริง ๆ 🏃♂️✨️
ifine retweeted
“สุดท้ายแล้วทุกคนต่างก็แค่หาหนทางกลับบ้าน บ้านที่เรารู้สึกปลอดภัย”
คุยกับ โตโต้—องอาจ ชัยชาญชีพ เจ้าของสำนักพิมพ์ ‘เป็ดเต่าควาย’ ในวันที่ออกหนังสือหัวแตงโมเล่มที่ 6 : FOREVER HOME หลังห่างหายจากเล่มล่าสุดไปราว 15 ปี และเตรียมอำลาสำนักพิมพ์ที่เขาก่อตั้งขึ้นมา
อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่: thematter.co/entertainment/o…
ifine retweeted
“พล” หนุ่มโรงงานที่ต้องแบกรับงานหนัก และดูแลพี่ชายขาหักในบ้านสังกะสีหลังเล็ก ๆ จำใจไปตกปลาจากคลองหลังโรงงานที่ปนเปื้อนน้ำเสีย หลังเลิกงานคืนหนึ่ง พลได้ปลาที่ดูปกติทุกอย่าง ยกเว้นหัวที่ปูดเป็นตุ่มก้อนประหลาด เขานำมันกลับมาทำอาหารให้พี่ชายอย่างไม่มีทางเลือก
...แต่เขาไม่รู้เลยว่า ปลาตัวนั้นจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตเขาไปตลอดกาล
____________________
Doc Club & Friends ชวนมาสยองฉลองฮาโลวีน!
กับ "ปลาประหลาด"
หนังสั้น 14 นาทีโดย นนทวัช วันนา
.
ใน "6 หลอน (Six Frights)" (โปรแกรม 1)
รวมหนังสั้นไทยสุดสยอง ผู้เข้ารอบสุดท้ายในการประกวดหนังสั้น เทศกาลภาพยนตร์สยองขวัญกรุงเทพ ครั้งที่ 2 (Bangkok Horror Film Festival 2026 - BHFF)
🎟 31 ต.ค. และ 3 พ.ย. นี้
จองบัตรได้แล้วที่ docclubandfriends.com/films/…
ifine retweeted
"i cant carry it for you, but i can carry you" is probably the most romantic line i have ever heard in any piece of media. Maybe next to "in another life, i would have really liked just doing laundry and taxes with you"
ถ้าคุณอ่านทวิตนี้แล้วถามว่า แล้วเข้าไปอยู่กลุ่มนั้นทำไม
ก็จะบอกอีกทีว่า ผมไม่รู้จักแล้วก็ไม่ได้อยู่กลุ่มนั้นครับ ถามแบบกลุ่มทั่วไปเฉยๆ ตามตัวอย่างที่ยกมา
คิดเห็นอื่นใดก็แล้วแต่สะดวกครับ
ifine retweeted
คำทำนายที่ว่า "ระบบนอร์ดิกสุดท้ายจะพัง เพราะคนหมดไฟทำงาน โดนภาษีเอาไปหมด และเอกชนต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้" น่าจะพูดมาตั้งแต่ยุค 1970 แล้วนะเนี่ย
ความจริงคือ สวีเดนเคยเจอปัญหานั้นตอนช่วงปี 1970–1980 จริงครับ แต่หลังจากวิกฤตปี 1990 กลุ่มประเทศนอร์ดิกเขา "อัปแพตช์ใหม่" เรียบร้อย
ถ้าเรากางตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบันมาเทียบกับประเทศทุนนิยมสุดโต่งอย่าง สหรัฐอเมริกา ผลมันออกมาน่าดูเลยทีเดียว
ก่อนอื่นต้องตอบคำถามแรกที่ว่า
สวัสดิการทำให้เอกชนแข่งขันยากจริงไหม?
คนมักคิดว่าสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจสร้างธุรกิจ
แต่ตัวเลขจริงคือ...
สวีเดน (ที่มีประชากรแค่ 10.5 ล้านคน) คือประเทศที่สร้าง Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์) ต่อหัวประชากรสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก (เป็นรองแค่ Silicon Valley) ทั้ง Spotify, Skype, Klarna, Minecraft, IKEA, Volvo ส่วน เดนมาร์ก ก็มีบริษัทยาที่มูลค่าสูงที่สุดในยุโรปอย่าง Novo Nordisk, Maersk และ LEGO
ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index โดย WIPO) สวีเดนครองอันดับ 2 ของโลก ชนะสหรัฐอเมริกาที่อยู่อันดับ 3
ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (IMD World Competitiveness) เดนมาร์กและสวีเดนติด Top 10 ของโลก
การเลื่อนชนชั้นทางสังคม (WEF Global Social Mobility Index) ถ้าคุณขยันทำงาน โอกาสสร้างตัวเปลี่ยนฐานะการเงินใน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน คืออันดับ 1–4 ของโลก ในขณะที่ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่าง สหรัฐอเมริกา หล่นไปอยู่อันดับ 27 ของโลก
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ก็เพราะการมี Safety Net ที่แข็งแกร่ง ทำให้คนเก่ง ๆ กล้าเสี่ยง กล้าลาออกมาสร้างนวัตกรรมระดับโลก โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าทำธุรกิจเจ๊งแล้วลูกจะไม่มีที่เรียน หรือพ่อแม่จะไม่มีหมอรักษา ต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่งที่คนไม่กล้าล้มเพราะล้มแล้วตายเลย
หลายคนเข้าใจผิดว่าภาษีนอร์ดิกแพง แปลว่าบริษัทเอกชนต้องโดนรีดภาษีจนต้นทุนสูง เอาล่ะ งั้นมาดูตัวเลขจริงครับ
Corporate Income Tax
สวีเดน: 20.6%
ฟินแลนด์: 20.0%
เดนมาร์ก / นอร์เวย์: 22.0%
ประเทศไทย: 20.0%
สหรัฐอเมริกา (รวมภาษีรัฐบาลกลาง+มลรัฐ): ~25% – 28%!
นอร์ดิกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและ VAT สูงครับ แต่เก็บภาษีบริษัทเอกชนในอัตราที่ต่ำกว่าอเมริกา และพอ ๆ กับไทย เพื่อไม่ให้ไปถ่วงต้นทุนการแข่งขันของเอกชน
ที่สำคัญ ในสหรัฐอเมริกาบริษัทเอกชนต้องแบกต้นทุนจ่ายค่าประกันสุขภาพให้พนักงานเฉลี่ยคนละ $16,000 – $24,000 ต่อปี (ราว 5.5 – 8 แสนบาท/คน/ปี) แต่ในนอร์ดิก เอกชนไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาพยาบาลตรงนี้เลยเพราะรัฐดูแลให้หมด และได้แรงงานที่การศึกษาสูง สุขภาพจิตดี ทำให้ Productivity ต่อชั่วโมงสูงติดท็อปโลก
ถ้าสวัสดิการทำให้คนไม่อยากทำงานจริง อัตราคนทำงานในนอร์ดิกต้องต่ำกว่าอเมริกาใช่ไหมครับ? แต่ดูตัวเลขจาก OECD (ประชากรวัยทำงาน 15–64 ปี) ล่าสุดครับ:
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate)
กลุ่มนอร์ดิก (ไอซ์แลนด์, สวีเดน, เดนมาร์ก, นอร์เวย์) สูงถึง 78% (อัตราการมีงานทำจริง ~73%)
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง) อยู่ที่ ~61% (อัตราการมีงานทำจริง ~59%)
ทำไมคนนอร์ดิกถึงทำงานเยอะกว่าอเมริกา 23% ได้ล่ะ? ก็เพราะเขามีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของรัฐที่ดีมาก ทำให้ผู้หญิงกว่า 80% ไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอยู่บ้าน
นอร์ดิกเปลี่ยนจากสวัสดิการแบบให้เปล่า มาเป็นระบบ Workfare คือเวลาคุณตกงาน รัฐจ่ายเงินชดเชยให้สูงจริง (70–80% ของเงินเดือนเดิมเพื่อไม่ให้ครอบครัวพัง) แต่ห้ามนอนดูซีรี่ย์เอไอแนวตั้งอยู่บ้านนะ!
รัฐจะบังคับให้คุณต้องเข้าคอร์ส Reskill ฟรีตามที่ตลาดต้องการ ต้องส่งการบ้านว่ายื่นสมัครงานไปกี่ที่ในแต่ละสัปดาห์ และต้องไปสัมภาษณ์งานตามที่ศูนย์จัดหางานจับคู่ให้ ถ้าใครอู้ ไม่ยอมไปเรียน หรือปฏิเสธงานที่หามาให้ รัฐจะสั่งตัดเงินช่วยเหลือทันที คนจึงไม่ขี้เกียจ แถมแรงงานทั้งประเทศถูกอัปสกิลใหม่ตลอดเวลา
คำทำนายว่านอร์ดิกจะพังเพราะจ่ายสวัสดิการจนถังแตก ลองกางตัวเลข หนี้สาธารณะต่อ GDP เทียบกันดูครับ
เดนมาร์ก: หนี้สาธารณะแค่ ~26% – 27% ของ GDP
สวีเดน: หนี้สาธารณะแค่ ~32% – 36% ของ GDP
นอร์เวย์: มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าทะลุ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 80 ล้านล้านบาท)
ประเทศไทย: หนี้สาธารณะ ~65% – 68% ของ GDP
สหรัฐอเมริกา (ทุนนิยมสุดโต่ง): หนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 120%+ ของ GDP!
แน่นอนว่ากลุ่มนอร์ดิกไม่ใช่ไม่มีปัญหาครับ ปัจจุบันเขาก็มีโจทย์ใหม่เรื่อง "สังคมสูงอายุ" และ "การรับผู้อพยพ" (ที่ทักษะและภาษายังไม่ตรงกับตลาดงานขั้นสูงของเขา) ซึ่งเขาก็กำลังปรับนโยบายแก้กันอยู่
แต่ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเศรษฐกิจจริงในศตวรรษที่ 21 คำทำนายที่ว่า มีรัฐสวัสดิการแล้วคนจะขี้เกียจ เอกชนจะพัง สู้ทุนนิยมเพียวๆ ไม่ได้นั้น ถูกตัวเลขจริงของทั้งอัตราการมีงานทำ จำนวนสตาร์ทอัพ ดัชนีการแข่งขัน และวินัยทางการคลังของกลุ่มนอร์ดิก หักล้างไปจนหมดสิ้นแล้ว



































