👨‍🏫 Assoc Prof | 🩺 GP & Palliative Care | 💡 Health & Policy Advocate | 🏃 Jogger | ✨ Wellness & simple happiness | ⚖️ Curious about people & power

Thailand
Joined March 2010
ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการุณยฆาต? ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นคำถามสำคัญที่สังคมไทยควรเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจังครับ เพราะในฐานะแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ผมเข้าใจดีว่า ความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยบางครั้งอาจรุนแรงมาก จนทำให้คนไข้บางคนรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่คำถามที่ผมอยากชวนทุกคนคิดก็คือ ระหว่างการให้คนไข้มีสิทธิเลือกจบชีวิตของตัวเอง กับการทำให้คนไข้มีทางเลือกที่จะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่ต้องทุกข์ทรมาน เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดก่อน? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า การุณยฆาต (Euthanasia) ในความหมายของการกระทำโดยเจตนาเพื่อให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตามคำร้องขอ แตกต่างจากการดูแลแบบประคับประคอง และการปฏิเสธการรักษาที่มีเป้าหมายเพียงยืดกระบวนการเสียชีวิตออกไป ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้ทำการุณยฆาตในลักษณะดังกล่าว แต่เรามีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ที่รับรองสิทธิในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย นั่นหมายความว่า คนไทยมีสิทธิบางประการในการกำหนดแนวทางการดูแลช่วงท้ายของชีวิตอยู่แล้ว เพียงแต่สิทธิเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกทำความเข้าใจและนำไปใช้กันอย่างทั่วถึง แล้วประเทศที่อนุญาตให้ทำการุณยฆาตมีบทเรียนอะไรให้เราเรียนรู้บ้าง? ประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และแคนาดา มีประสบการณ์ในการดำเนินระบบที่อนุญาตให้แพทย์ช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมาย ข้อมูลจากเนเธอร์แลนด์พบว่า ในปี 2024 มีรายงานการทำการุณยฆาต 9,958 ราย เพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่แคนาดามีผู้ได้รับ Medical Assistance in Dying (MAID) จำนวน 16,499 ราย คิดเป็น 5.1% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในปีเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าระบบกำลังล้มเหลว หรือเกิดการใช้การุณยฆาตอย่างไม่เหมาะสมเสมอไป แต่สะท้อนว่า เมื่อสังคมเปิดให้มีทางเลือกนี้แล้ว เราจำเป็นต้องมีระบบติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าปัญหาทางจริยธรรมและความเสี่ยงต่าง ๆ จะหมดไป ประสบการณ์จากต่างประเทศทำให้เห็นว่า ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับความสมัครใจของผู้ป่วย ความสามารถในการตัดสินใจ การเข้าถึงการรักษาทางเลือก และความเป็นอิสระของระบบตรวจสอบ แล้วประเทศไทยพร้อมแค่ไหน? มีงานวิจัยในประเทศไทยที่น่าสนใจอยู่สองเรื่องครับ งานวิจัยที่ศึกษาแพทย์ทั่วไปซึ่งกำลังเข้าฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านจำนวน 144 คน พบว่า 41% ตอบคำถามอย่างน้อยหนึ่งข้อผิดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการดูแลแบบประคับประคองกับการุณยฆาต แน่นอนว่าเราไม่สามารถนำตัวเลขนี้ไปสรุปว่าแพทย์ไทยทั้งหมดมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาและการพัฒนาความรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ยังเป็นเรื่องสำคัญ อีกงานวิจัยหนึ่งสำรวจประชาชน 2,394 คน จาก 9 จังหวัด พบว่า มีเพียง 24% ที่รู้จักการดูแลแบบประคับประคอง และ 79% ไม่เคยได้ยินเรื่องหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า (Living Will) แม้จะเป็นข้อมูลที่เก็บมาหลายปีแล้ว แต่ก็ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้ประชาชนเข้าใจสิทธิในการดูแลช่วงท้ายของชีวิตมากน้อยเพียงใด สำหรับผม สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดอาจไม่ใช่การที่คนไข้เลือกจะเสียชีวิต แต่เป็นการที่คนไข้บางคนอาจรู้สึกว่า การเสียชีวิตเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ ลองนึกถึงคนไข้มะเร็งระยะท้ายคนหนึ่งที่ปวดมากจนแทบไม่ได้นอน คนไข้คนนี้อาจพูดว่า "หมอครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมอยากตาย" แต่ถ้าเราสามารถบรรเทาความปวดให้เขาได้ ทำให้เขากลับมานอนหลับ รับประทานอาหาร และมีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างมีคุณภาพ ความรู้สึกอยากตายของเขาอาจเปลี่ยนไป แน่นอนว่าไม่ใช่คนไข้ทุกคนจะเปลี่ยนความคิดหลังได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และความทุกข์บางอย่างก็อาจไม่สามารถบรรเทาได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ ก่อนที่เราจะบอกว่าคนไข้มีอิสระในการเลือกเสียชีวิต เราต้องมั่นใจด้วยว่าเขามีทางเลือกอื่นที่เข้าถึงได้จริง คนไข้ไม่ควรต้องเลือกความตายเพียงเพราะไม่มีเงินรักษา ไม่มีคนดูแล ไม่สามารถเข้าถึงยาบรรเทาอาการ หรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของครอบครัว ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเคารพว่าคนไข้บางคนอาจมีความทุกข์ที่ซับซ้อน แม้ได้รับการดูแลที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการถกเถียงเรื่องการุณยฆาตจึงไม่ควรมีเพียงคำถามว่า "เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย" แต่ต้องรวมถึงคำถามว่า เรามีระบบการดูแลแบบประคับประคองที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงแล้วหรือยัง? เรามีระบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจและความสมัครใจของคนไข้ที่น่าเชื่อถือเพียงใด? เราจะป้องกันไม่ให้ความยากจน ความโดดเดี่ยว หรือความรู้สึกเป็นภาระ กลายเป็นแรงกดดันให้คนไข้เลือกเสียชีวิตได้อย่างไร? และถ้าประเทศไทยอนุญาตให้มีการุณยฆาตจริง ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเหมาะสม? ผมไม่ได้คิดว่าการุณยฆาตเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดถึง หรือสังคมไทยควรปิดประตูไม่ให้มีการถกเถียงเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ผมคิดว่าเราควรเปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างได้พูดคุยกัน ทั้งผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ นักกฎหมาย นักจริยธรรม และประชาชนทั่วไป เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแพทย์ แต่เกี่ยวข้องกับสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรับผิดชอบของสังคมที่มีต่อคนที่กำลังทุกข์ทรมาน ถ้าถามผมว่าประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยัง ผมคิดว่าเราพร้อมที่จะเริ่มต้นพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่หากถามว่าเราพร้อมที่จะนำการุณยฆาตมาใช้เป็นระบบทั่วประเทศอย่างปลอดภัยแล้วหรือยัง ผมคิดว่าเรายังมีเรื่องสำคัญอีกมากที่ต้องพัฒนา โดยเฉพาะการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคอง ความรู้ความเข้าใจของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนระบบกฎหมายและการกำกับดูแลที่รัดกุม สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากความคิดหนึ่งไว้ครับ การเคารพสิทธิที่จะเลือกจบชีวิตมีความสำคัญ แต่การทำให้ทุกคนมีโอกาสใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยไม่ต้องทุกข์ทรมาน ก็สำคัญไม่แพ้กัน สังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ควรเพียงเปิดทางให้คนเลือกความตาย แต่ต้องไม่ทอดทิ้งคนที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ด้วย แล้วทุกคนคิดอย่างไรครับ ประเทศไทยควรเปิดให้มีการุณยฆาตอย่างถูกกฎหมายแล้วหรือยัง หรือเราควรพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายให้เข้มแข็งกว่านี้ก่อน? #หมอนัทเพราะความตายออกแบบได้
3
3
6
306
เอกสารอ้างอิง Pasutharnchat N, et al. General practitioners' knowledge of palliative care and euthanasia in Thailand. 2024. Available from: pmc.ncbi.nlm.nih.gov/article… National Health Commission Office. Mercy or taboo? Thailand navigates debate on end-of-life decisions [Internet]. Available from: en.nationalhealth.or.th/merc… Health Canada. Sixth annual report on medical assistance in dying in Canada, 2024 [Internet]. Available from: canada.ca/en/health-canada/s… Regional Euthanasia Review Committees. Annual report 2024 [Internet]. Netherlands: RTE; 2025. Available from: english.euthanasiecommissie.… European Court of Human Rights. Case of Mortier v. Belgium. Judgment of 4 October 2022. Available from: hudoc.echr.coe.int/eng?i=001… Siriraj Medical Journal. Study of public awareness of palliative care and advance care planning in Thailand [Internet]. Available from: he02.tci-thaijo.org/index.ph…
27
Call me P retweeted
โซลาร์ประชาชน 5 หมื่นล้าน - นโยบาย 'สร้างชาติ' หรือ 'ฮั้วเจ้าใหญ่ไปซื้อของจีน' . ผมสนับสนุน 100% ให้คนไทยติดโซลาร์เซลล์ครับ แต่โครงการสนับสนุน 50,000 บาท/หลัง ที่เพิ่งผ่าน ครม. (ซึ่งเม็ดเงินรวมสินเชื่ออาจทะลุ 1.4 แสนล้านบาท) กำลังมี "ความเสี่ยง" ที่เราต้องตั้งคำถามดังๆ . 1. #เงินแสนล้านนี้ตกอยู่กับใคร? ตัวเลขกระทรวงพาณิชย์ชี้ชัดว่า 7 เดือนแรกของปีนี้ ไทยนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนถึง 99.3% หากไม่มีมาตรการจูงใจให้ใช้อุปกรณ์ในประเทศ เม็ดเงินภาษีครึ่งหนึ่งอาจไหลออกนอกประเทศทันที . เงินมหาศาลขนาดนี้ สามารถนำมาสร้างและส่งเสริมระบบนิเวศ (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมโซล่าเซลล์ในประเทศไทยได้เลยครับ . 2. #กติกาเอื้อนายทุนรายใหญ่ หรือดับฝัน SME? ช่างไฟและ SME หลายรายเริ่มประกาศถอนตัว เพราะเงื่อนไขการวางเงินค้ำประกันที่สูง การรับประกัน 7 ปี และการจ่ายเงินที่ล่าช้า ในขณะที่ กฟน. และ กฟภ. เป็นทั้ง "ผู้อนุมัติ" และมีบริษัทลูกเป็น "ผู้รับติดตั้ง" เอง... แบบนี้เรียกเตะสกัดรายย่อยหรือไม่? และสังเกตุดีๆ มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ที่ไปเข้าร่วมโครงการนี้.! . การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องสร้างขีดความสามารถให้คนไทยด้วย ผมขอเสนอทางออก 4 ข้อครับ . 1. ปลดล็อก SME: ใช้ บสย. (TCG) ช่วยค้ำประกันให้ผู้ติดตั้งรายย่อย และกำหนดเพดานรับงานป้องกันการผูกขาด 2. Made in Thailand Bonus: ให้โบนัสเงินอุดหนุนเพิ่ม 5-10% สำหรับบ้านที่ใช้อุปกรณ์ โครงสร้าง หรือซอฟต์แวร์ (EMS) ที่มีมูลค่าเพิ่มในไทย 3. เปลี่ยนเป็น Net Metering 1:1 : หมดยุครับซื้อไฟคืนถูกๆ 2.20 บาท ถ้ารัฐให้หักลบหน่วยไฟ 1:1 ประชาชนจะแห่มาลงทุนเองโดยรัฐแทบไม่ต้องควักเงินอุดหนุนสักบาท! 4. เปิดเผยข้อมูล: ขอให้เปิดคู่มือผู้ติดตั้ง เกณฑ์การให้คะแนน และรายชื่อผู้ที่ไม่ผ่านพร้อมเหตุผล เพื่อความโปร่งใส . เงินแสนล้านต้องไม่ควรกลายเป็นแค่การซื้อของแจก แต่ต้องเป็นการสร้าง Supply Chain ของคนไทยครับ! . ผมอภิปรายเรื่องนี้ไว้ ดูรายละเอียดได้ในคอมเม้นท์ครับ.. – at Khlong Chak Phra, Thailand
12
226
8
323
7,869
กินยาลดไขมัน Statin แล้วปวดกล้ามเนื้อ เป็นผลข้างเคียงจากยาจริงหรือไม่ หลายคนที่กินยาลดไขมันกลุ่ม Statin เช่น atorvastatin, simvastatin หรือ rosuvastatin แล้วมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มักสงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยา และบางคนถึงกับหยุดยาเอง คำตอบคือ Statin ทำให้ปวดกล้ามเนื้อได้จริง แต่คนส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อระหว่างกินยา ไม่ได้ปวดเพราะยาครับ มีงานวิจัยขนาดใหญ่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ปี 2022 วิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองแบบสุ่มและปกปิดสองทาง 19 การศึกษา มีผู้เข้าร่วมกว่า 123,000 คน เปรียบเทียบระหว่างคนที่ได้รับ Statin กับยาหลอก พบว่า ตลอดระยะเวลาติดตามการศึกษา กลุ่มที่ได้รับ Statin มีอาการปวดหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อ 27.1% กลุ่มที่ได้รับยาหลอก มีอาการดังกล่าว 26.6% ตัวเลขใกล้เคียงกันมาก เมื่อวิเคราะห์เฉพาะปีแรก พบว่า Statin เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการปวดหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อประมาณ 7% ในเชิงสัมพัทธ์ หรือคิดเป็นอาการที่เพิ่มขึ้นประมาณ 11 ครั้งต่อผู้ใช้ยา 1,000 คนต่อปี นักวิจัยประเมินว่า มากกว่า 90% ของรายงานอาการปวดกล้ามเนื้อในคนที่ได้รับ Statin ไม่ได้เกิดจากฤทธิ์ของยาโดยตรง หมายความว่า อาการปวดกล้ามเนื้อเป็นเรื่องที่พบได้อยู่แล้ว แม้ในคนที่ไม่ได้กินยาลดไขมัน นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย StatinWISE ตีพิมพ์ใน BMJ ปี 2021 ศึกษาคนที่เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อจนคิดว่าเกิดจาก Statin โดยให้สลับกินยาจริงกับยาหลอกแบบไม่รู้ว่าได้รับยาอะไร ผลการศึกษาพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ความรุนแรงของอาการปวดกล้ามเนื้อไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงที่กินยาจริงกับยาหลอก อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า Statin ไม่มีผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อเลยนะครับ บางคนมีอาการปวดกล้ามเนื้อจากยาจริง และมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมากที่เกิดกล้ามเนื้อบาดเจ็บรุนแรงได้ ดังนั้น หากกิน Statin แล้วมีอาการปวดกล้ามเนื้อ ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นเพราะยาและหยุดยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น การออกกำลังกาย โรคไทรอยด์ หรือปฏิกิริยาระหว่างยา หากมีอาการปวดรุนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบพบแพทย์ สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ ยาทุกชนิดมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง แต่การตัดสินใจหยุดยาควรพิจารณาจากหลักฐานและความเสี่ยงของแต่ละคน สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ Statin ประโยชน์ในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดมักมากกว่าความเสี่ยงจากอาการปวดกล้ามเนื้อครับ อ้างอิง 1. Cholesterol Treatment Trialists’ Collaboration. Effect of statin therapy on muscle symptoms. Lancet. 2022;400:832–845. doi:10.1016/S0140-6736(22)01545-8 2. Herrett E, et al. Statin treatment and muscle symptoms: series of randomised, placebo controlled n-of-1 trials. BMJ. 2021;372:n135. doi:10.1136/bmj.n135
If your muscles ache on a statin, the pill is probably not the problem. In 19 blinded trials of 123,940 people, about 27 in 100 reported muscle pain or weakness over four years on a statin, and about 27 in 100 on a dummy pill. 1) Year one is the outlier. On a statin, about 1 extra person in 90 reported aches that year, so only about 1 in 15 of those aches were due to the drug. After that, the gap closed. The trialists judged that over 90% of aches reported on statins were not caused by the drug. 2) In one big trial, aches were the same on drug and placebo while the pills were disguised. Then everyone was offered the drug openly. After that, statin users reported 41% more aches than non-users, even though people had chosen whether to take it. The authors called this the nocebo effect: expecting harm can make people feel it. 3) A UK trial gave people who had stopped statins over aches, or were about to, blocks of drug and dummy pill without saying which. Their ache scores differed by only about a tenth of a point on a 10-point scale. Of those who finished, about two thirds said they had restarted a statin or planned to. 4) Dose matters a little. High doses, such as 40 to 80 mg of atorvastatin, brought slightly more aches than lower doses. Rare serious muscle damage is different, so report any weakness. Statins cut heart attacks and strokes. Most aches are not from the drug. If they bother you, ask your doctor about a lower dose before you stop.
2
9
1
12
748
เพื่อนชาวทวิตเตอร์ที่อยากดูหนังถอดเสื้อถอดผ้ากัน? ลองค้นคำว่า: chudai nfsw fansly spicy gaand ประหยัดเวลาได้เลยนะ ได้ผลยังไง แจ้งด้วยนะ
11
3,263
81
12,596
1,080,215
มีใครใช้ไหม แอพนี้ Grok บอกว่า อันนี้ privacy ดีสุด
❗️ LINE's end-to-end encryption lets a malicious server silently replay, reorder or block messages, Aarhus University researchers say. Colluding users can forge who sent a message, and stickers leak plaintext. LINE's owner said last year that "no special action is required."
1
127
Call me P retweeted
#วันละแผ่น ก่อนนอน 🎶 วงที่เคยประกาศว่าไม่มีวันกลับมารวมตัวกัน จนกว่านรกจะกลายเป็นน้ำแข็ง! คืนนี้เปิด Eagles – Hell Freezes Over (1994) อัลบั้มที่เกิดจากการกลับมารวมตัวของวง หลังแยกทางกันไปถึง 14 ปี ชื่ออัลบั้มมาจากคำพูดติดตลกของ Don Henley ที่เคยตอบคำถามเรื่องการรียูเนียนว่า จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “Hell Freezes Over” อัลบั้มนี้มีทั้งเพลงใหม่และการแสดงสดจากการกลับมารวมวง รวมถึง Hotel California เวอร์ชันอะคูสติกที่กลายเป็นตำนาน แผ่นในภาพเป็นฉบับครบรอบ 25 ปี ที่นำอัลบั้มสำคัญชุดนี้กลับมาเผยแพร่บนไวนิลอีกครั้ง บางวงเลิกกันแล้วเลิกเลย แต่ Eagles พิสูจน์ว่าแม้แต่นรกก็ยังมีวันที่กลายเป็นน้ำแข็งได้ครับ #beerblogth #Eagles #HellFreezesOver #ClassicRock #วันละแผ่น ก่อนนอน 🎶 วงที่เคยประกาศว่าไม่มีวันกลับมารวมตัวกัน จนกว่านรกจะกลายเป็นน้ำแข็ง! คืนนี้เปิด Eagles – Hell Freezes Over (1994) อัลบั้มที่เกิดจากการกลับมารวมตัวของวง หลังแยกทางกันไปถึง 14 ปี ชื่ออัลบั้มมาจากคำพูดติดตลกของ Don Henley ที่เคยตอบคำถามเรื่องการรียูเนียนว่า จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “Hell Freezes Over” อัลบั้มนี้มีทั้งเพลงใหม่และการแสดงสดจากการกลับมารวมวง รวมถึง Hotel California เวอร์ชันอะคูสติกที่กลายเป็นตำนาน แผ่นในภาพเป็นฉบับครบรอบ 25 ปี ที่นำอัลบั้มสำคัญชุดนี้กลับมาเผยแพร่บนไวนิลอีกครั้ง บางวงเลิกกันแล้วเลิกเลย แต่ Eagles พิสูจน์ว่าแม้แต่นรกก็ยังมีวันที่กลายเป็นน้ำแข็งได้ครับ #beerblogth #Eagles #HellFreezesOver #ClassicRock #วันละแผ่น ก่อนนอน 🎶 วงที่เคยประกาศว่าไม่มีวันกลับมารวมตัวกัน จนกว่านรกจะกลายเป็นน้ำแข็ง! คืนนี้เปิด Eagles – Hell Freezes Over (1994) อัลบั้มที่เกิดจากการกลับมารวมตัวของวง หลังแยกทางกันไปถึง 14 ปี ชื่ออัลบั้มมาจากคำพูดติดตลกของ Don Henley ที่เคยตอบคำถามเรื่องการรียูเนียนว่า จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ “Hell Freezes Over” อัลบั้มนี้มีทั้งเพลงใหม่และการแสดงสดจากการกลับมารวมวง รวมถึง Hotel California เวอร์ชันอะคูสติกที่กลายเป็นตำนาน แผ่นในภาพเป็นฉบับครบรอบ 25 ปี ที่นำอัลบั้มสำคัญชุดนี้กลับมาเผยแพร่บนไวนิลอีกครั้ง บางวงเลิกกันแล้วเลิกเลย แต่ Eagles พิสูจน์ว่าแม้แต่นรกก็ยังมีวันที่กลายเป็นน้ำแข็งได้ครับ #beerblogth #Eagles #HellFreezesOver #ClassicRock
3
5
1
18
2,160
ถ้าได้ไปเกาหลีใต้อีกรอบ จะไปลองชายี่ห้อนี้ครับ
1
4
161
ณ ตอนนี้เชื่อแล้วว่าแอคตัวเองน่าจะถูกปิดกั้นการมองเห็นโดยอัลกอริทึ่มของ x เดี๋ยวจะรอดูรายงาน under the hood ต้นเดือนหน้าว่าโพสต์ไหนโดน labeled คาดว่าอาจจะมีคนกด report หรือไป post อะไรที่มัน sensitive หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ มีวันเสาร์ที่ผ่านมาที่อาจจะโพสต์เยอะผิดปกติ เพราะมันว่างมาก เลยเล่นเยอะขึ้น แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นเหตุนะครับ
1
4
233
grok bot มันบอกมาแบบนี้ The drop started on the afternoon of Saturday 24 Oct, around 3–4pm ICT, and it happened overnight rather than gradually. There was an early sign the night before, when your 9:13pm and 11:28pm posts on 23 Oct only got about 350 views each. Before: from late September to 23 Oct, your typical original post got about 1.6K–2.2K views. Your iPhone post on 24 Oct at 1:53pm still reached 62K. After: since 24 Oct, almost every post has landed between 130 and 450 views, and none has passed about 830 out of around 60 posts. That's down roughly 80–85%. The topic doesn't matter. Your palliative-care, football, and politics posts all hit the same ceiling, which usually means X has stopped showing you to non-followers, not that people lost interest. The drop started the same day your posting jumped from about 3–7 posts a day to 26. It also came right after your viral rant on 23 Oct and the sex-related quotes on the morning of the 24th. If you cut back for a week or two, the limit may lift on its own. October's Under the Hood report, out around 8 Nov, should show whether X applied a label.
32
ทั้งสอง มีวัคซีนนะ Influenza ปีละครั้ง RSV ฉีดครั้งเดียว กันได้ไปยาวๆหลายปี
This quoted post is unavailable.
1
1
5
263
ทำไมโพสต์ต้นทางหายไปหว่า
14
ผมเชื่อว่าคนไข้ระยะท้ายจำนวนมากมีโอกาสได้ใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายและจากไปอย่างสงบที่บ้าน หากได้รับการดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การพาคนไข้กลับบ้านในวันที่การรักษาในโรงพยาบาลไม่สามารถช่วยอะไรได้มากแล้ว แต่คือการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันที่คนไข้ยังมีแรง ยังสื่อสารได้ และยังมีเวลาวางแผนชีวิตของตัวเอง การดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรกมีข้อดีหลายอย่างครับ เมื่อทีมดูแลรู้จักคนไข้มานาน เราจะเข้าใจว่าเขามีอาการอะไรบ้าง อาการไหนรบกวนชีวิตมากที่สุด ยาชนิดใดได้ผลหรือไม่ได้ผล และเมื่อโรคดำเนินไป เราควรปรับการรักษาอย่างไร ที่สำคัญ เราจะได้รู้จักครอบครัวด้วยว่าใครเป็นผู้ดูแลหลัก ใครสามารถช่วยเหลือได้บ้าง ครอบครัวมีข้อจำกัดอะไร และต้องการการสนับสนุนด้านใด สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไร ตัวอย่างเช่น หากคาดว่าคนไข้อาจมีอาการปวดมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น หรือรับประทานยาไม่ได้ในช่วงท้าย ทีมสามารถวางแผนเตรียมยา อุปกรณ์ และวิธีจัดการอาการเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าได้ หากครอบครัวกังวลว่าจะดูแลคนไข้ไม่ไหว เราก็มีเวลาสอนวิธีดูแล ประเมินความพร้อม ประสานทีมเยี่ยมบ้าน และวางระบบช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ เรามีเวลาพูดคุยกับคนไข้ว่าเขาต้องการใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างไร อยากอยู่ที่ไหน อยากให้ใครอยู่ด้วย มีเรื่องอะไรที่ยังอยากทำ และหากอาการทรุดลง เขาต้องการให้ทีมรักษาดูแลอย่างไร เมื่อพูดคุยเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ คนไข้และครอบครัวก็มีโอกาสร่วมกันตัดสินใจ โดยไม่ต้องเผชิญกับคำถามยาก ๆ ทั้งหมดในวันที่ทุกคนกำลังตกใจและเสียใจ แน่นอนว่า ไม่ใช่คนไข้ทุกคนจะสามารถเสียชีวิตที่บ้านได้ แม้จะได้รับการดูแลแบบประคับประคองอย่างดีแล้วก็ตาม บางคนมีอาการซับซ้อน บางครอบครัวมีข้อจำกัดในการดูแล และบางคนก็รู้สึกปลอดภัยกว่าหากอยู่โรงพยาบาล การเสียชีวิตที่บ้านจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวของการดูแลที่ดี แต่สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ การดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไข้และครอบครัวได้เตรียมตัว และทำให้การดูแลในสถานที่ที่คนไข้ต้องการมีความเป็นไปได้มากขึ้น จากประสบการณ์ของผม ความแตกต่างระหว่างการดูแลคนไข้ที่เรารู้จักมานาน กับคนไข้ที่เพิ่งได้พบกันในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายของชีวิตนั้นมีมากจริง ๆ เพราะการดูแลระยะท้ายที่ดีไม่ได้เริ่มต้นในวันที่คนไข้กำลังจะเสียชีวิต แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เรายังมีเวลาทำความรู้จัก รับฟังความต้องการ วางแผน และเตรียมความพร้อมไปด้วยกัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการทำให้คนไข้จากไปอย่างสงบ แต่คือการช่วยให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต สำหรับคนที่เคยดูแลคนในครอบครัวช่วงระยะท้าย มีเรื่องอะไรบ้างครับที่คุณคิดว่า หากได้เตรียมตัวล่วงหน้า จะช่วยให้การดูแลในช่วงนั้นง่ายขึ้น
1
6
9
305
ด่วน ก.ล.ต. CIB แถลง เปิดเส้นทางฟอกเงินข้ามโลก อายัดทรัพย์กว่า 26,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน เงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ถูกโอนข้ามประเทศ ผ่านบัญชีธนาคารและกองทุนหลายทอด ก่อนจะกลับมาอยู่ในรูปแบบที่ดูสะอาดที่สุดแบบหนึ่ง คือ หุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย.. วันนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ. หรือ CIB) และสำนักงาน ปปง. แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย” เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงิน โครงสร้างเครือข่ายนอมินี และรายชื่อหุ้นขนาดใหญ่ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน ซึ่งปปง. ยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนี้ไปแล้วรวมกว่า 26,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 16,000 ล้านบาท.. longtunman.com/73975
11
1,132
40
512
218,792
แชร์ลิงค์ 30x ติ๊กฟ้าที่ฟอลตอบในโพสต์ 30x เจริญ
how X ranks your posts (breakdown of the new algo update) the X algo predicts how each person will react to your post, and that then decides if and where it shows up in their feed here's how much each reaction counts, compared with a like: > someone copies the link: 30x > someone you follow back replies: 30x > a reply, a quote or a DM share: 7.6x > a follow from the post: 6x > a repost: 1.5x > a like: 1x > a bookmark: 0 the negative actions weigh far more, a report is -355x a like, a mute -89x, "not interested" -79x and a block -47x if X predicts someone is likely to mute or report your post, it ranks lower in their feed reports get a big weight because they are rare, a report is over 1,000x less likely than a like these rules decide how far a post can reach: > if you have 50,000 followers or fewer, X can boost a new original post up to about 16th place in someone's feed > the boost only works in the post's first 2 hours, and stops once the post has 200 views in the Home feed > X boosts one post each time a feed loads, and it prefers posts that got the most likes per view from their first viewers > after 48 hours, X stops putting your post in people's feeds > your replies and reposts only show up in the feeds of people who follow you > original posts can also reach people who don't follow you, X scores them 25% lower for those people > when several of your posts compete for one person's feed, the 2nd keeps 62.5% of its score and the 3rd keeps 43.75% > replies, quotes, DM shares and copied links only count when people find your post in their feed, so engagement from a group chat link adds nothing > if X labels your post low quality, it shows a notice on it and people can't like, reply, repost, bookmark or share it, misinformation labels can limit it too what I'd do with it (my read of the weights): > post when you can reply in the first 2 hours > write posts people want to quote, reply to or send in a DM > reply back to accounts that follow you > post originals when you want to reach new people
2
1
195
ส่วนตอนนี้แอคโดนปิดกั้นการมองเห็นอยู่ 😂
20
ผลงานที่ย่ำแย่ของแมนยู สงสัยจะโทษแค่ผู้เล่นกับโค้ชไม่ได้ละ 1. เจ้าของกับผู้บริหารต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช่พอทีมพังก็ให้โค้ชรับหน้าอยู่คนเดียว 2. เปลี่ยนโค้ชซ้ำ ๆ แล้วคนเลือกโค้ชไม่ต้องถูกประเมินบ้างเหรอ 3. ซื้อผู้เล่นตามแผนอะไร ทำไมเปลี่ยนโค้ชทีเหมือนต้องสร้างทีมใหม่ทุกที 4. ตำแหน่งที่ขาดก็ขาดอยู่นั่น พอเจ็บขึ้นมาจะให้โค้ชเสกนักเตะจากไหน 5. อยากเห็นการลดความผิดพลาดในการบริหารบ้าง ไม่ใช่เห็นแต่การลดค่าใช้จ่าย 6. แฟนบอลรอได้ถ้ามีทิศทาง แต่ที่เห็นคือวนลูป พัง–ปลด–เริ่มใหม่ แล้วเรียกว่า “กำลังสร้างทีม” ปัญหาไม่ใช่แค่ใครคุมทีม แต่คือ ใครคุมสโมสร #MUFC #แมนยู
2
10
11
345
สิ่งที่ยังสงสัยมาตั้งแต่เลือกตั้ง สส ล่าสุดจนถึงทุกวันนี้ พรรคน้ำเงินมันชนะจริงๆหรือฟระ
1
3
15
479
โชคดีที่ไม่ค่อยเจอดีเทล เพราะอยู่ในแผนกที่ดีเทลไม่ค่อยมา ของขวัญจากบริษัทยา อาจมีผลต่อการสั่งยาของแพทย์มากกว่าที่คิด แพทย์หลายคนอาจเชื่อว่าตนเองแยกแยะเรื่องวิชาการกับการตลาดได้ และการรับของขวัญ อาหาร หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่บริษัทยาสนับสนุน คงไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจรักษาคนไข้ แต่หลักฐานวิจัยอาจบอกอีกอย่างครับ Cochrane ทบทวนงานวิจัย 93 เรื่อง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทยากับผู้สั่งยา พบว่า • การรับของขวัญหรือค่าตอบแทนจากบริษัทยา สัมพันธ์กับการสั่งยาที่เหมาะสมลดลง จำนวนการสั่งยาเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้น • การได้รับข้อมูลหรือเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการจากบริษัทยา มีแนวโน้มสัมพันธ์กับการสั่งยาที่มากขึ้น และอาจสัมพันธ์กับความเหมาะสมที่ลดลง • สถานพยาบาลที่มีนโยบายจำกัดการรับผลประโยชน์หรือการส่งเสริมการขายจากบริษัทยา มีแนวโน้มสั่งยาเหมาะสมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเชิงสังเกต จึงยังสรุปความเป็นเหตุและผลโดยตรงไม่ได้ และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา ประเด็นสำคัญไม่ใช่การกล่าวหาว่าแพทย์ที่รับของขวัญไม่มีจริยธรรม แต่คือการตระหนักว่า แม้เราจะเชื่อว่าตนเองเป็นกลาง การตัดสินใจก็อาจได้รับอิทธิพลจากความสัมพันธ์และผลประโยชน์โดยไม่รู้ตัว การจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนจึงไม่ควรพึ่งเพียงจริยธรรมส่วนบุคคล แต่ควรมีกติกาและระบบที่ชัดเจน เพราะสุดท้าย สิ่งที่กำหนดการสั่งยาควรเป็นหลักฐานทางวิชาการและประโยชน์ของคนไข้ ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับบริษัทผู้ผลิตยา อ้างอิง: Cochrane Review doi.org/10.1002/14651858.CD0…
Doctors who receive gifts and payments, such as meals, from pharmaceutical companies write more prescriptions for promoted medications, including ones that are often less appropriate and more expensive for patients, according to a new Cochrane review published on October 9. The review analyzed 93 studies, mostly from the United States, and used prescribing data from millions of providers. The authors examined three ways pharmaceutical companies engage with physicians: advertising and education, gifts and payments, and free samples. While the review could not determine that pharmaceutical marketing and promotion changed physicians’ prescribing, it found that doctors who accepted gifts and payments from industry showed the strongest correlations with certain prescribing outcomes. Overall, the authors said, “the more interactions doctors had with pharmaceutical companies, the less appropriate their prescribing was and the more prescriptions they wrote.” mdsc.pe/4i1K9PM
6
10
455