𝔚𝔦𝔱 retweeted
ฟังตัวแทนสถาปนิกเล่าปัญหา AI ที่น่าตกใจและคิดไม่ถึง คือ ลูกค้าเจนแบบบ้านด้วย AI แล้วเอาไปให้ผู้รับเหมาสร้างตรงๆ เลย
ไม่ต้องมีสถาปนิก ไม่ต้องมีวิศวกรใดๆ
สุดท้ายสร้างไม่ได้จริงก็ต้องทิ้งงาน (ซึ่งก็ยังดีกว่าสร้างเสร็จแล้วถล่มลงมา)
มักเกิดกับบ้านไซส์ประมาณไม่เกิน 5 ล้าน
𝔚𝔦𝔱 retweeted
ธนาคารเครดิต มูตูเอล อาร์เคีย (Credit Mutuel Arkea) ของฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ธนาคารตกเป็นเหยื่อการโจมตีไซเบอร์ จากกลุ่มแฮกเกอร์ไม่ทราบฝ่าย ส่งผลให้เงินฝากของธนาคารถูกดูดออกจากระบบราว 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,470 ล้านบาท
.
แถลงการณ์ของธนาคารเครดิต มูตูเอล อาร์เคีย ระบุว่า เงินฝากที่ถูกแฮกเกอร์ขโมยไปจากระบบ ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและฐานะของธนาคาร พร้อมยืนยันว่า ทางธนาคารกำลังประสานกับตำรวจฝรั่งเศสและผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์ เพื่อหาทางติดตามเงินทั้งหมดกลับคืนมา
.
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวในแวดวงการเงินของฝรั่งเศสระบุว่า มูลค่าความเสียหายที่แท้จริงอาจสูงกว่า 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,470 ล้านบาท) เนื่องจากยังเร็วเกินไปที่จะสรุปตัวเลขความเสียหายที่แน่นอนจากการโจมตีไซเบอร์ครั้งนี้
.
สำหรับธนาคารเครดิต มูตูเอล อาร์เคีย มีสำนักงานใหญ่ในแคว้นบริตตานี มีลูกค้าที่เปิดบัญชีกับธนาคารมากกว่า 5.8 ล้านราย และมีสินทรัพย์รวมมากกว่า 7.98 ล้านล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินรายใหญ่ของฝรั่งเศส
.
เหตุโจมตีไซเบอร์ล่าสุด ที่เกิดขึ้นกับธนาคารเครดิต มูตูเอล อาร์เคีย เกิดขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งมีการโจรกรรมสินทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีมูลค่า 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 211,744 ล้านบาท ) จาก“ไบแนนซ์” แพลตฟอร์มซื้อขายชื่อดัง ซึ่งมีการกล่าวหาว่า กลุ่มแฮกเกอร์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลัง
.
#โจมตีทางไซเบอร์
#onenews
#สำนักข่าววันนิวส์
𝔚𝔦𝔱 retweeted
TEXAS TURNS BLUE IN A HISTORIC DOUBLE FLIP
Democrat Gina Hinojosa unseats Gov. Greg Abbott, becoming Texas's first Democratic governor since Ann Richards was elected in 1990.
Democrat James Talarico also defeats Ken Paxton in the U.S. Senate race, marking the first Democratic Senate victory in Texas since 1988.
This ends Republicans' 32-year winning streak in Texas statewide elections.
The outcome could also have major implications for Texas's AI data center boom and ERCOT's power grid.
Hinojosa has called for a moratorium on new data center development, stricter power and water regulations, and an end to data center tax breaks.
Jefferies estimates that a Hinojosa victory could put 13.1 GW of announced Texas data center projects at immediate risk.
𝔚𝔦𝔱 retweeted
สรุปคือ เจาะคอมพนักงานหลายคน(วิธีดูด้านล่าง) แล้วไต่สิทธิ์เข้าไปใช้ระบบเซ็นของ Binance เพื่อสั่งย้ายเงินและสร้างสิทธิ์ EIP-7702 จึงโอนเงินออกได้โดยไม่ต้องรู้ private key เลย
ลำดับเหตุการณ์คือ
June : พนักงาน A ฝ่าย wallet DevOps ติดตั้งตัว Homebrew ที่ถูกดัดแปลงมาก่อน แต่ Binance เจอก็เลยเปลี่ยนเครื่องและเปลี่ยนข้อมูลเข้าระบบ แต่ Attacker รู้แล้วว่าใครทำหน้าที่อะไรในทีมกระเป๋าเงิน
Sep : พนักงาน B โดนหลอกสัมภาษณ์งานปลอม มีทั้ง HR และ CEO ปลอม ก่อนให้ดาวน์โหลดโจทย์เขียนโปรแกรมที่ฝังมัลแวร์ลงคอมไปด้วย
20 Oct : ใช้เครื่อง B เป็นทางผ่าน แล้วอาศัยเครื่องมือ AI ภายในบริษัท เข้าถึงเครื่องของ A และพนักงาน C พบข้อมูลสิทธิ์สำหรับติดตั้ง container บนเครื่อง A
29 Oct : ใช้เครื่อง C ร่วมกับสิทธิ์ที่ขโมยจาก A ติดตั้ง container และรันสคริปต์ เข้าถึงระบบเซ็นของกระเป๋า แล้วเริ่มโจมตี
𝔚𝔦𝔱 retweeted
พนักงาน Microsoft จำนวน 60,000 คน ได้รับข้อเสนอลาออกโดยสมัครใจ ซึ่งคิดเป็นราว 27% ของพนักงานทั้งหมด ในสหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ และอินเดีย
นี่ยังไม่ใช่การเลย์ออฟแบบบังคับให้ออก แต่ผมเห็นสัญญาณก่อนพายุลูกใหญ่จะมา
และเอาจริงๆนะ Microsoft ไม่ใช่บริษัทเดียวที่ประกาศ เอาเฉพาะแค่เดือนที่ผ่านมา ชื่อที่คนไทยคุ้นหูเรียงแถวกันประกาศลดคนกันรัวๆครับ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ AI คือสาเหตุเดียวจริงๆ หรือเปล่า?
---
ก่อนไปคุยกันต่อ ผมพาไปดูเร็วๆก่อนว่าใครกำลังลดคนบ้าง
กลุ่มที่ประกาศชัดเจนในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
- Netflix ประมาณ 1,000 คน (ราว 6%) ส่วนใหญ่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี กฎหมาย และ HR
- Amazon ลดคนเพิ่มอีกรอบ หวยไปออกที่ฝ่าย Stores ไม่ถึง 1,000 คน และ Devices & Services ราว 250 คน รวมทั้งปี 2026 ตัวเลขเลย์ออฟทะลุ 16,000 ตำแหน่งไปแล้วครับ
- Kroger ซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ตัดตำแหน่งองค์กรราว 3,000 ตำแหน่งใน 3 ปี โยงกับ AI และประสิทธิภาพ
- ธนาคาร Barclays ราว 5,000 ตำแหน่ง (ราว 5%) ระบุว่า ส่วนหนึ่งมาจาก AI
- American Express ราว 3,500 ตำแหน่ง
- Volvo Cars ราว 2,500 ตำแหน่ง
- GSK ราว 1,200 ตำแหน่ง
- eBay ราว 1,000-1,100 คน (8-9%) ตามประกาศก่อนหน้าเมื่อต้นปี
- Electronic Arts ราว 400 คน พร้อมปิดสตูดิโอ BioWare
- Dropbox ราว 200 คน (คิดเป็น 9%)
กลุ่มที่เริ่มส่งสัญญาณ
- Microsoft เสนอแพ็กเกจลาออกโดยสมัครใจให้พนักงานที่มีสิทธิ์ราว 60,000 คน
หลายบริษัทบอกเหตุผลกว้างๆ ว่า "ปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ" หรือ "ใช้ AI แทนงานซ้ำๆ"
ที่น่าสังเกตคือ มันไม่ใช่แค่บริษัทเทคแล้วครับ ธนาคาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ยา รถยนต์ เกม ครบทุกอุตสาหกรรมเลยตอนนี้
---
ล่าสุด เช้านี้ เจออีกบริษัท นั่นคือ Disney ครับ
ผมอยากเล่าเรื่อง Disney แยกต่างหาก เพราะมันบอกเราว่าการลดคนไม่ได้มาจาก AI อย่างเดียว
Walt Disney เตรียมปรับลดตำแหน่งงานหลายพันอัตรา และผู้บริหารระดับสูงให้ผู้จัดการหลายแผนกตั้งเป้าลดต้นทุนประจำปี 20% (ขอย้ำว่าเป็นเป้าลด "ต้นทุน" ไม่ใช่ลดพนักงาน 20%) ผ่านการผสมระหว่างตัดตำแหน่งงานและตัดงบดำเนินงาน
แผนกที่โดนหนักคือสถานีโทรทัศน์ (รวม ABC) สตูดิโอภาพยนตร์ (รวม Pixar) ฝ่ายกฎหมายและกิจการองค์กรระดับโลก และบางส่วนของสวนสนุก โดยปัจจุบันบริษัทมีพนักงานราว 231,000 คน และเพิ่งลดต้นทุนไปหลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
บริษัทบอกว่า เป้าหมายคือรักษาการเติบโตของกำไรต่อหุ้นให้เป็นตัวเลขสองหลักตามที่สัญญากับนักลงทุน
เหตุผลเบื้องหลังไม่ใช่ AI ครับ มันคือธุรกิจที่ "อิ่มตัว"
- ทีวีเคเบิลโดนคนเลิกดู (Cord-Cutting) เงินโฆษณาไหลออก
- สตรีมมิงเริ่มเข้าจุดอิ่มตัว แต่ต้นทุนคอนเทนต์สูงลิ่ว
- คู่แข่งอย่าง Amazon, Prime Video และ Apple TV+ มีบริษัทแม่ที่ไม่ต้องพึ่งกำไรจากคอนเทนต์เป็นรายได้หลัก
Dana Walden ประธานดิสนีย์ พูดในงาน Bloomberg Screentime ทำนองว่า บริษัทต้องประเมินโครงสร้างและขนาดองค์กรใหม่อยู่เสมอ เมื่อยักษ์เทคโนโลยีหันมาเล็งธุรกิจของพวกเขา ต้องปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอด
ส่วนเงินที่ประหยัดได้ บริษัทจะเอาไปลงทุนในคอนเทนต์คุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี สวนสนุก และเรือสำราญ ซึ่งเป็น Cash Cow ที่ยังสร้างเงินสดได้แข็งแรง
พูดอีกแบบคือ Disney ขยับน้ำหนักจากสิ่งที่ "คัดลอกง่ายผ่านหน้าจอ" ไปเป็นการขาย "ประสบการณ์ที่ต้องพาตัวเองไปสัมผัส" อย่างสวนสนุกกับเรือสำราญ
---
AI เป็นแค่หนึ่งในหลายเหตุผลของการปลดคน
ถ้าดูรายชื่อข้างบนแล้วแยกเหตุผล ผมเห็นอย่างน้อย 4 แรงที่ผลักพร้อมกัน
1. AI และ Automation แทนงานซ้ำๆ งานสนับสนุน เช่น Barclays, Kroger
2. ธุรกิจอิ่มตัวหรือ โดนเทคโนโลยีเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น Disney, สื่อฮอลลีวูดทั้งวงการ (Netflix, Sony Pictures, Paramount และ Warner Bros. ก็ปรับลดคนไปก่อนหน้า)
3. ความต้องการชะลอตัว จากปัญหาเศรษฐกิจ บางบริษัทอ้างข้อนี้
4. ต้องหาเงินมาจ่ายค่า AI --> นี่เป็นมุมที่คนมองข้าม
ข้อ 4 นี่ผมคิดเองครับ ดูจากการที่ Amazon รายงานผลประกอบการ พบว่า กระแสเงินสดอิสระติดลบ 42,400 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 จากการใช้จ่ายด้าน AI และยังตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ 220,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็ตัดพนักงานเพิ่ม
ผมไม่ได้บอกว่า Amazon ตัดคน เพราะเอาเงินไปจ่ายค่า AI ตรงๆ (บริษัทก็ไม่ได้บอกแบบนั้น) แต่ผมมองว่า ภาพรวมมันเป็นไปในทางนั้นครับ เมื่อลงทุนด้าน AI สูง การควบคุมค่าใช้จ่ายด้านคน คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะรักษาตัวเลขกำไรให้นักลงทุนเห็น
และอย่าลืมผู้ช่วย AI อย่าง Muse ของ Meta มันกำลังทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาความขี้เกียจของลูกค้า (Consumer Inertia) ต้องเปลี่ยนตัวเอง ซึ่งหมายความว่า ที่ปรึกษา ฝ่ายบริการลูกค้า ฝ่ายขายประกัน เหล่านี้อาจเป็นกลุ่มต่อไป
---
มันยังมีอีกมิติ ที่ต้องมองอีก
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่ม "Gen Z regelt" (แปลว่า Gen Z takes charge) จัดประท้วงพร้อมกัน 34 เมืองทั่วเยอรมนี รวมถึงเบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต และมิวนิก
พวกเขาคัดค้านการเกณฑ์ทหาร และเรียกร้องให้รัฐบาลลงทุนด้านการศึกษาและสาธารณสุขมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ส่วนใหญ่สงบ แต่แฟรงก์เฟิร์ต ศูนย์กลางการเงินของประเทศ เกิดเหตุร้านค้าอย่างน้อย 2 ร้านถูกปล้น หน้าต่างร้านค้าถูกทุบ และมีการขว้างขวดเพลิงใส่ตำรวจ ส่วนฮัมบูร์กมีสิ่งกีดขวางถูกเผา
Lina Friedrich โฆษกของกลุ่ม พูดทำนองว่าพวกเขาออกมาเพื่อต่อสู้เพื่อสันติภาพและเสรีภาพ ไม่ใช่เพื่อสงครามและการบังคับ และเน้นเรื่องกาพัฒนาสาธารณสุข ส่งเสริมการศึกษา และการกระจายความเจริญ และการเข้าถึงสวัสดิการอย่างเป็นธรรม
กระแสนี้ไม่ได้เกิดแค่เยอรมนีครับ ในเซอร์เบีย การเคลื่อนไหวของนักศึกษานำไปสู่การโค่นผู้นำผ่านการเลือกตั้ง ส่วนที่ฝรั่งเศส เราก็เห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่า การประท้วงบานปลายเป็นจลาจลและปล้นสะดมในบางเมืองไปแล้ว
---
ผมมีไม่ได้บอกว่า ม็อบเยอรมนีประท้วงเรื่อง AI หรือการเลย์ออฟโดยตรง สิ่งที่พวกเขาพูดคือ การเกณฑ์ทหาร ค่าครองชีพ การศึกษา
แต่ถ้าวางสองภาพไว้ข้างกัน ผมเห็นรูปแบบเดียวกันครับ
คนรุ่นใหม่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในจังหวะที่บริษัทใหญ่ๆปรับลดตำแหน่งงานสนับสนุน รวมถึงตำแหน่งงานเริ่มต้นก็ลดลง พอไปรวมกับปัญหา ค่าครองชีพแพง บ้านแพง และสังคมยังเสนอทางออกแบบเดิมๆ เรื่องราวมันเลยบานปลายไปอีก
เมื่อคนหนุ่มสาวรู้สึกว่า "กติกาเก่าไม่ทำงานให้ฉันแล้ว และยังไม่มีใครลุกขึ้นมาเขียนกติกาใหม่" ความไม่พอใจก็หาทางออก บางครั้งผ่านการเลือกตั้ง (เซอร์เบีย) บางครั้งผ่านจลาจล (ฝรั่งเศส หรืออย่าง เยอรมนี)
ผมไม่ได้บอกว่าความรุนแรงถูกต้องนะครับ และทางการเยอรมนีก็เตือนไว้ว่ามีกลุ่มสุดโต่งฉวยโอกาสจากการชุมนุมด้วย
แต่ผมมองว่า ถ้าสังคม บริษัท และรัฐบาล ไม่ปรับนโยบาย และให้เส้นทางของคนรุ่นใหม่ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องการศึกษา ทักษะ และงานเริ่มต้น ปรากฏการณ์แบบนี้จะไม่หยุดที่เยอรมนี
---
ตอนเด็กๆ ผมเล่นกระโดดยางกับเพื่อนๆของพี่สาว
เคยเล่นกันไหมครับ? เริ่มจากยางอยู่ระดับข้อเท้า ทุกคนกระโดดข้ามได้สบาย แล้วค่อยๆ ยกขึ้นมาที่เข่า เอว อก คอ และเหนือหัว
คนที่ฝึกต่อเนื่องก็ยังกระโดดได้ ส่วนคนที่คิดว่าฉันทำไม่ได้ ไม่ได้ฝึกต่อ ก็ติดยางตอนยกขึ้นสูง
โลกตอนนี้คือ เกมกระโดดยางที่ยางถูกยกสูงขึ้นเร็วกว่าเดิมมากๆ
AI เป็นแค่หนึ่งในแรงยกยาง ที่เหลือคือธุรกิจที่อิ่มตัวอย่างดิสนีย์ ผู้บริโภคที่เปลี่ยนพฤติกรรม ต้นทุนการลงทุนที่ทะลุเพดาน และปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงกติกาเดิมๆที่คนรุ่นใหม่เขามองว่าไม่เอื้อกับอนาคตของเขา
ผมแอบห่วงว่า รอบของเลย์ออฟ มันจะวิ่งมาใกล้ตัวพวกเราเร็วขึ้น และแรงขึ้นกว่าที่เราเคยคิด ซึ่งแน่นอนว่า คนที่ได้ประโยชน์จะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดครับ แต่คือคนที่ "ปรับตัวเร็วที่สุด"
จำบทความที่ผมเขียนถึง Citizen บริษัทนาฬิกาอายุกว่า 100 ปี ได้ไหม?
Citizen เคยขาดทุนสุทธิ 25,800 ล้านเยนในปีงบ 2009 เปิดโครงการลาออกสมัครใจ 399 คนในปี 2013 และในปี 2020 วางแผนลด 550 คน แต่มีคนสมัครถึง 632 คน
สิ่งที่ทำให้ Citizen รอด คือการเอาทักษะแม่นยำที่สะสมมาไปต่อยอดสู่เครื่องจักรกลและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมชิป ไม่ใช่การยึดติดกับนาฬิกาอย่างเดียว
เรื่องนี้สอนเราว่า การปรับตัวไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องของ AI อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกยุคทุกสมัยบังคับให้เราทำ แค่ตอนนี้จังหวะมันเร็วขึ้น
---
แล้วในฐานะคนทำงานควรทำอะไรดี
ผมสรุปเป็น 5 ข้อสั้นๆ
1. เรียนรู้ AI ให้เป็นเครื่องมือของเรา - ไม่ต้องเป็นนักพัฒนา แต่ต้องใช้เป็นในงานตัวเอง
2. สร้างทักษะที่ AI ลอกเลียนยาก - การตัดสินใจ การเจรจา ความสัมพันธ์ ทักษะที่ต้องลงมือสัมผัสจริง เหมือนที่ Disney ขยับไปสวนสนุกกับเรือสำราญ
3. เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน - อย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่าย
4. มีรายได้หลายทาง ไม่ฝากชีวิตไว้กับนายจ้างรายเดียว
5. อัปเดตสกิลทุกปี - ไม่รอให้ถึงวันที่ประกาศลดคน
ปรับตัว พัฒนาตัวเอง และกระจายความเสี่ยงของทั้งอาชีพและพอร์ตการลงทุนนะทุกคน เพราะรอบนี้ไม่ใช่แค่ AI แต่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
Mr.Messenger รายงาน
𝔚𝔦𝔱 retweeted
3 พ.ย. 69 บริษัท แอปเปิล (Apple) เริ่มส่งการแจ้งเตือนภัยคุกคามรอบใหม่ไปยังผู้ใช้งานใน 99 ประเทศทั่วโลก หลังตรวจพบความเสี่ยงที่ผู้ใช้กลุ่มเป้าหมายอาจตกเป็นเหยื่อของการโจมตีด้วยสปายแวร์รับจ้าง โดยรูปแบบการโจมตีในครั้งนี้ใช้ช่องโหว่แบบ zero-click ซึ่งผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าระบบของเหยื่อได้ทันทีโดยที่เป้าหมายไม่ต้องกดลิงก์หรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ เพียงแค่ทราบหมายเลขโทรศัพท์เท่านั้น
.
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตัวไปทั่วโลก โดยที่ประเทศเยอรมนี The Financial Times รายงานว่า สมาชิกรัฐสภาและเจ้าหน้าที่รัฐบาลเริ่มได้รับแจ้งเตือนตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศแห่งสหพันธรัฐเยอรมนีต้องออกคำเตือนด่วน แนะนำให้ผู้ได้รับข้อความสันนิษฐานไว้ก่อนว่าอุปกรณ์ของตนไม่ปลอดภัย ขณะที่โฆษกรัฐบาลเยอรมนีปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี Friedrich Merz อยู่ในกลุ่มเป้าหมายด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบผู้ได้รับผลกระทบในประเทศอื่นๆ เช่น Radwan Mortada ผู้สร้างภาพยนตร์ในกรุงเบรุต
.
ในส่วนของประเทศไทย Thairath รายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2026 ที่ผ่านมาว่า ตนเองได้รับข้อความแจ้งเตือนจาก Apple เช่นกันว่า iPhone ส่วนตัวตกเป็นเป้าหมายของสปายแวร์กลุ่ม Pegasus เนื่องจากบทบาทหน้าที่การทำงาน แม้การตรวจสอบเบื้องต้นจะยังไม่พบร่องรอยการเจาะระบบสำเร็จก็ตาม
.
ทั้งนี้ สำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับข้อความแจ้งเตือนภัยคุกคาม ทาง Apple ได้แนะนำให้ปฏิบัติตามคำเตือนอย่างจริงจัง ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย และแนะนำให้เปิดใช้งานฟีเจอร์ Lockdown Mode ทันที เพื่อยกระดับความปลอดภัยและป้องกันการเข้าถึงอุปกรณ์จากผู้ไม่หวังดี
.
#onenews
#สำนักข่าววันนิวส์
𝔚𝔦𝔱 retweeted
อนาคตในอีก 50 ปี ความเสียดายที่อาจได้ยินบ่อยที่สุดจากคนใกล้ตายอาจจะเป็น
“ฉันเสียดายเวลาชีวิตที่ใช้ไปกับการไถจอดูคลิปวีดีโอสั้น”
และที่แย่ที่สุดคือ พวกเขาอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าดูคลิปอะไรไปบ้าง
𝔚𝔦𝔱 retweeted
จากนี้ผมคงจะไม่ได้ซื้อหุ้นไม้ใหญ่ๆ แล้ว... เพราะต้องเก็บเงินสด ระดับ 50% ของพอร์ต
เพราะตอนนี้ภาพใหญ่กำลังบอกเราว่า มันไม่ปกติ
ตอนนี้ Big tech ต้องการเงินมาลงทุน Ai มหาศาลมากๆ ทั้งกู้ธนาคาร และออกหุ้นกู้ ดอกเบี้ยสูง
ทำให้เห็นว่าเงินในตลาดมันเริ่มหมด ไม่ใช่ว่าจะอัดลง Ai ได้ตลอดไป
และสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นแบบนี้ และมันจะสูงแบบนี้ไปอีกนาน ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นมาก อย่างมีนัยสำคัญ เพราะงั้นแม่งจะสะดุดกันมากกว่าตอนนี้อีก
ตอนนี้ Big Tech ก็เริ่มเห็นว่า FCF ติดลบกันแล้ว ทั้งเงินเริ่มหมด และหาเงินจาก Ai ยังไม่ได้ด้วย แล้ววันไหนจะคืนทุน นี่แหละ ตลาดมันเลยเทขาย
สำหรับผมเอง ผมยังจะถือหุ้นในพอร์ตต่อไป ไม่ขาย และเน้น core position Top10 ส่วนตัวอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Top10 ผมปล่อยตามเวรตามกรรมเลย เพราะ Top10 ผมส่วนมากบวกกันหมด ตลาดต้องลงลึกมากๆ ผมถึงจะขาดทุน และถ้าขาดทุนผมจะอัดเพิ่มทันที นี่คือแผนของผม ผมเลยต้องมีเงินสดเยอะมากๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้พอร์ตตอนที่ตลาดร่วงหนักๆ
ตลาดตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยหนี้มหาศาลมากๆ มันคล้ายๆ ช่วงที่โลกเราสร้าง Infra ช่วง Internet มากๆ และนั้นแหละความเสี่ยงมันคือเงินทุนอาจจะหมดก่อนที่ Demand จะสร้างผลตอบแทนคุ้มกับการลงทุน
แต่สุดท้ายแล้ว Infra ก็จะยังอยู่ และ Ai ก็ยังอยู่ แค่ในตลาดมันซื้อกันจนราคานำพื้นฐานไปเยอะแล้ว มันควรได้กลับมาจุดสมดุลเท่านั้นเอง
เชี่ย gulf ขนาดจะไปจ่ายค่าปรับ 4 billion แทน @cz_binance เลยหรอ
รวยขนาดนี้ เวลามีวิกฤต พี่จ่ายค่าไฟแทนคนไทยบ้างก็ได้มั้งงั้นอ่ะ
𝔚𝔦𝔱 retweeted
Replying to @elonmusk @HuaweiMate6
Elon, have a lot of respect for you, but bad time to troll. Please stop.
Our SPCX shares (from our $500m investment in your Twitter takeover) are worth more than a billion.
Would appreciate if you show a little support. Thanks!
ตอนนี้ยังไม่เห็นว่า ai จะช่วยสร้างอะไรใหม่ได้เลย สิ่งที่คนเราใช้ตอนนี้ 99% คือสร้าง ai slop ขยะลงทุกแพลทฟอร์ม ก๊อปของชาวบ้าน หาช่องโหว่แฮคนู่นนี่ สร้างของเล่นใช้เอง ลดเวลาเขียนโค้ด สร้าง presentation แล้วก็เอาไปให้ ai สรุป
อย่างมากคือลด cost แต่ไม่ได้สร้างอะไรเพิ่มให้ระบบเลย
𝔚𝔦𝔱 retweeted
ถ้าเปิดวอร์เรื่อง "ทุนนิยม vs คอมมิวนิสต์" ข้อถกเถียงก็วนเวียนแบบเดิม ๆ ตลอด
ฝ่ายหนึ่งด่า: "คอมมี่เพ้อเจ้อ ล้มเหลวทุกที่ สันดานมนุษย์ไม่เหมาะ เผด็จการชัดๆ!"
อีกฝ่ายตอกกลับ: "นั่นมันคอมมิวนิสต์ปลอม ทุนนิยมต่างหากที่กำลังบีบคอคนจน ทำสงครามฆ่าคนทุกวัน!"
เอางี้ดีกว่า ลองจินตนาการว่า "พวกเรา 100 คนเกิดเรืออับปาง แล้วต้องไปใช้ชีวิตอยู่บนเกาะร้างด้วยกัน"
วันแรกบนเกาะ ทุกคนตกลงกันว่า:
"เราจะไม่ปล่อยให้ใครอดตาย! ใครแข็งแรงไปหาปลา ใครทำอาหารเป็นไปทำครัว แล้วเอาของมากองรวมกัน ใครต้องการกินเท่าไหร่ก็หยิบไปเท่าที่จำเป็น"
นี่คือแก่นความคิดดั้งเดิมของคอมมิวนิสต์ ที่มาร์กซ์เขียนไว้ว่า "From each according to his ability, to each according to his need" โดยที่ไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐบาลมาสั่ง
โคตรดีเลยเนอะ ใครฟังก็ว่าดี... แต่หายนะมันจะเริ่มในสัปดาห์ที่สอง
พอเวลาผ่านไป
นาย ก. ตื่นตี 5 ออกไปฝ่าคลื่นจับปลาได้วันละ 10 ตัว
นาย ข. นอนตื่นเที่ยง นั่งเล่นใต้ต้นมะพร้าว ไม่ทำอะไรเลย
ตกเย็น... ทั้งคู่เดินมากินปลาเผาคนละ 2 ตัวเท่ากัน
นาย ก. เริ่มตั้งคำถาม: "กูจะเหนื่อยไปทำไมวะ ในเมื่อกูนอนเฉยๆ ก็ได้กินปลาเท่ามัน?"
สุดท้าย... ไม่มีใครยอมออกไปจับปลา ทุกคนนั่งรอของฟรี จบที่ทุกคนอดหมด!
ชวนให้สรุปทันทีว่า "เห็นมั้ย! คอมมิวนิสต์มันเป็นไปไม่ได้ เพราะสันดานมนุษย์มันเห็นแก่ตัวโดยกำเนิด!"
แต่ความจริงคือมนุษย์ไม่ได้มีแค่ด้านเห็นแก่ตัวหรือด้านเสียสละ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พฤติกรรมมนุษย์ตอบสนองต่อแรงจูงใจต่างหาก เมื่อระบบไม่ให้รางวัลคนขยันและไม่ลงโทษคนอู้ ต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน ระบบก็พัง
พอเหตุการณ์เป็นแบบนี้ ทุกคนเลยตกลงกันว่า "ไม่ได้การละ! เราต้องตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาคนนึง ถือไม้กระบองคอยคุมดูว่าใครทำงานใครไม่ทำงาน แล้วให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนแจกปลา"
ในทางทฤษฎีมาร์กซิสต์ สิ่งนี้เรียกว่า "เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ (Dictatorship of the Proletariat)"
มาร์กซ์มองว่า มันคือ "อำนาจชั่วคราวของคนส่วนใหญ่" ที่ต้องรวมศูนย์เพื่อจัดระเบียบสังคมใหม่ และมีเงื่อนไขว่า พอทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกันแล้ว รัฐจะสลายตัวไปเอง (Withering away of the state)
แต่มาร์กซ์ลืมเขียนคู่มือตอนจบ เหมือนเปิดตำราเล่นหมากรุกที่บอกแต่ต้นเกม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลายเป็นว่า ผู้ใหญ่บ้านที่ถือกฎและคุมคลังปลา เริ่มคิดว่า "กูเหนื่อยจัดสรรของนะเว้ย กูควรได้ปลาตัวใหญ่สุด" คิดได้แบบนั้นแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็เอาปลาไปแจกเพื่อนสนิทที่เป็นการ์ดคุมกฎ ถ้าใครกล้าแย้งกล้าบ่น โดนกระบองตีหัว
จากสังคมที่หวังจะไร้ชนชั้น กลายเป็นสังคมที่มีชนชั้นใหม่ที่โหดกว่าเดิม คือชนชั้นผู้คุมกฎ! นี่คือเหตุผลที่ทำไมประวัติศาสตร์โซเวียต, จีนยุคเหมา, หรือเขมรแดง ถึงจบลงที่ค่ายกักกันและการกดขี่เสมอ
เมื่อระบบรวมศูนย์พัง เกาะเลยเปลี่ยนใหม่ "เลิกแบ่งเท่ากัน! ใครหาปลาได้เท่าไหร่ เอาไปเลย จะขาย จะแลกเปลี่ยนยังไงเรื่องของมึง (นี่คือ Free Market)
นาย ก. ขยันมาก ต่อเรือ ลากอวน จับปลาได้วันละ 100 ตัว กลายเป็น "เศรษฐีประจำเกาะ"
คนขยันมีกำลังใจทำงาน เกาะมีอาหารล้นหลาม นวัตกรรมเกิด มีคนประดิษฐ์เบ็ด มีคนสร้างห้องเย็น
ฝ่ายเชียร์ทุนนิยมก็เฮ "เห็นมั้ย! ทุนนิยมชนะเลิศ ทำให้เกิดความมั่งคั่ง" แต่เดี๋ยวก่อน... มองดูส่วนอื่นหรือยัง?
นาย ก. เริ่มกว้านซื้อไม้บนเกาะจนหมด คนอื่นต่อเรือแข่งไม่ได้ (Monopoly)
นาย ค. ขาหัก ป่วย หาปลาไม่ได้ ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน... อดตายอยู่ริมหาด
นาย ก. จ้างคนทั้งเกาะมาเป็นลูกเรือ ให้ค่าจ้างแค่วันละเศษก้างปลา ถ้าไม่ทำก็ไสหัวไป
คนที่บอกว่าทุนนิยมทำให้ทุกคนชีวิตดี กำลังมองแค่ นาย ก. ที่ประสบความสำเร็จ แต่ทำเป็นมองไม่เห็นคนที่ตายในระบบ หรือประเทศยากจนในโลกที่สามที่ถูกสูบแรงงานและทรัพยากรไปปรนเปรอประเทศร่ำรวย
ถ้าเปรียบกับเกาะของเรา จีนในปัจจุบันพัฒนาไปเป็นระบบ "ผู้ใหญ่บ้านอนุญาตให้ทุกคนเปิดแผงค้าขายแบบทุนนิยมเสรีเต็มเหนี่ยว ใครเก่งรวยไปเลย... แต่ปืนกับอำนาจสั่งประหารยังอยู่ที่กูคนเดียว ห้ามใครมาตั้งพรรคแข่ง" ในทางวิชาการเขาเรียกสิ่งนี้ว่า State Capitalism (ทุนนิยมโดยรัฐ) ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ตามอุดมคติของมาร์กซ์เลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นทางออกของโลกจริงไม่ใช่มาเลือก "ขาวหรือดำ"
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณจะเห็นเลยว่าดีเบตส่วนใหญ่พังเพราะ False Dilemma (ที่มาบังคับเลือกขาว-ดำ)
ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ถ้าไม่ชอบคอมมิวนิสต์ แปลว่าต้องบูชาทุนนิยมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา
อีกฝ่ายบอกว่า ถ้าด่าทุนนิยม แปลว่ามึงอยากไปอยู่เกาหลีเหนือ
แต่ความเป็นจริงของศตวรรษที่ 21 บทเรียนในประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกเราหรอกหรอว่า เราไม่ควรจำกัดตัวเองไว้ที่จะเลือกขาวหรือดำ
เกาะของเราต้องการเครื่องยนต์แบบทุนนิยมเพราะตลาดเสรีที่ให้ผลตอบแทนส่วนตัวคือสิ่งเดียวที่สร้างแรงจูงใจและขับเคลื่อนการผลิตได้จริง
แต่เราจำเป็นต้องติดระบบเบรกและ Safety Net แบบสังคมนิยม เพื่อไม่ให้นาย ก. ผูกขาดไม้ทั้งเกาะ และไม่ปล่อยให้นาย ค. ที่ขาหักต้องนอนอดตายอยู่ริมหาด
ทางออกที่ดูเข้าท่าที่สุดในปัจจุบัน จึงไม่ใช่การยกเลิกตลาดเสรี แต่คือโมเดลทุนนิยมสวัสดิการแบบกลุ่มประเทศนอร์ดิก ที่ปล่อยให้ตลาดแข่งขันอย่างเต็มที่ แล้วดึงภาษีส่วนหนึ่งมาลงทุนกับการศึกษา สาธารณสุข และคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง
แต่นี่ก็ไม่ใช่ยูโทเปียที่ไม่มีต้นทุน...
เพราะโมเดลนี้ต้องแลกมาด้วยการจ่ายภาษีสูงลิ่ว ที่จะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อคนบนเกาะไว้ใจกันสูงมากและเชื่อมั่นว่าคนที่คุมคลังจะไม่คอร์รัปชัน พอที่ประชากรแก่ตัวลง คนทำงานจ่ายภาษีน้อยกว่าคนรอรับสวัสดิการ หรือเมื่อเกิดปัญหากลุ่มคนที่ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับกติกาของเกาะ Safety Net ก็จะเริ่มตึงและมีรอยปริแตกให้เห็นเหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว มนุษย์อาจไม่ได้ค้นพบ "ระบบที่สมบูรณ์แบบ"
แต่เราเรียนรู้มาแล้วนี่ ว่าจะไม่กระโดดไปทางสุดโต่งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง และยอมรับว่าทุกระบบมีราคาที่ต้องจ่าย
หน้าที่ของสังคมคือการช่วยกันประคับประคองและปรับจูนระหว่าง "ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ" กับ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ไปตลอดทาง
ล่าสุด Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล
คิดว่ามีประเด็นน่าสนใจ 5 เรื่องสำคัญ
1) AI อาจเพิ่มผลิตภาพ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีรายได้เพิ่ม
ในทางเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีมักเพิ่ม ผลิตภาพ หรือความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิม
หาก AI ทำให้บริษัทผลิตได้มากขึ้น แต่รายได้ส่วนใหญ่ไหลไปยังเจ้าของเทคโนโลยีและเงินทุน ขณะที่ค่าจ้างของแรงงานไม่เพิ่มขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง?
2) ออำนาจต่อรองของแรงงานที่ลดลง
เมื่อบริษัทมี AI เป็นทางเลือกในการทำงาน นายจ้างอาจไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างทุกคนทันทีแต่อาจจะ
A = ชะลอการรับพนักงานใหม่
B = ลดจำนวนคนในทีม
C = ให้พนักงานหนึ่งคนทำงานแทนหลายคน
D = กดดันค่าจ้างหรือสวัสดิการ
E = ใช้ระบบอัตโนมัติเป็นเหตุผลในการปรับโครงสร้างองค์กร
ผลลัพธ์คือ แม้คนจำนวนมากยังมีงานทำ แต่อาจมี อำนาจต่อรองต่ำลง
3) AI อาจเร่งเศรษฐกิจให้ไหลไปสู่ oligarchy หรือระบบที่อำนาจและทรัพย์สินกระจุกตัวอยู่ในมือคน 1%
เหตุผลคือ AI ต้องพึ่งพาทรัพยากรที่มีต้นทุนสูง
ชิปประมวลผล
ศูนย์ข้อมูล
พลังงานไฟฟ้า
ข้อมูลจำนวนมาก
นักวิจัยและวิศวกรระดับสูง
เงินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาว
โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์
ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้กระจายอยู่ในมือทุกคน บริษัทที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีอยู่แล้วจึงมีโอกาสได้เปรียบมากขึ้น
𝔚𝔦𝔱 retweeted
I did say we'd be releasing our models periodically...introducing Gemini 4 Carbon, our next frontier model.
Following Argon's release just two weeks ago, Carbon shows the pace at which we’re pushing the frontier, it ranks #1 on the recently updated v5.0 of @ArtificialAnlys Intelligence Index at 59. It also leads across key cybersecurity evaluations scoring 88.2% on SEC-bench Pro for finding vulnerabilities, 54.8% on ExploitGym for exploitation, and 71.0% on CWE-bench for patching.
We’re seeing significant improvements in long-horizon tasks even compared to Argon, and we’ve strengthened frontier safeguards.
As we did with Argon, we’re going to roll it out gradually + responsibly. Some trusted cyber defenders will get access starting this week. We'll be expanding it to more partners through our Fairwind Program, ahead of wider availability soon, so hang tight!
𝔚𝔦𝔱 retweeted
สาระ "ต้องทราบไหม"
เรื่องที่เราอาจไม่ได้สนใจมันอยู่ก็ได้นะ แต่รู้หรือไม่ว่าไอ้เจ้า
"PromptPay"
เนียที่ถูกสร้างโดยบ้านเรา แม่งสุดยอดนวัตกรรม
ในใจพวกคุณกำลังคิดว่า
✅อาจจะยังนะ
☑️ใช่หรอ
ตามมาดูกัน
ทุกวันนี้ จะเห็นว่า หลังจากผ่านช่วง covid-19 มาแล้วนั้น การใช้งาน พร้อมเพย์ นั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้วก็ว่าได้ ยกตัวอย่างเช่น
ทุกวันที่ 1 ,15 ของทุกเดือน ใช่ไหม ใช่แหละ ที่ทุกคนคิด
นั้นคือการ เข้าไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ใคร ๆ หลายคนก็ อยากปังแน่นอน
ที่นี้เรามาดูเบื้่องหลังมันบ้างดีกว่า
หลาย ๆ คน อาจเข้าใจว่า พร้อมเพย์ นี้ ก็แค่แอพที่ทางรัฐสร้างขึ้นมาเป็นแอพพลิเคชั่นหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือ
"โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลระดับชาติ "
(Digital Public Infrastructure - DPI)
ฟังดูแล้วแบบขนาดนั้นเลยหรอ ใช่ครับฟังไม่ผิด อย่างแน่นวล
หมายเหตุ
เรื่องที่เล่านี้ อาจมีการความคิดเห็นส่วนตัว จากการไปทำค้นคว้าหาข้อมูลมานะครับ ผิดพลาดประการใด หรืออยากเสริม เพิ่มเติม แนะนำกันได้เลยครับ
𝔚𝔦𝔱 retweeted
ประกาศรับสมัครงานตำแหน่งนึงในซิลิคอนวัลเลย์โตขึ้นกว่า 1,000% ในปีเดียว ชื่อว่า Forward Deployed Engineer หรือ FDE ค่ะ
งานนี้ไม่ได้นั่งเขียนโค้ดอยู่ออฟฟิศตัวเอง แต่ต้องเข้าไปฝังตัวในบริษัทลูกค้า คุยว่าเขามีปัญหาอะไร แล้วลงมือสร้างระบบ AI ให้ใช้งานได้จริงตรงนั้นเลย บางที่ต้องเดินทางเกือบครึ่งของเวลาทำงาน
เงินเดือนเฉลี่ยที่ประกาศอยู่ราว 188,000 ดอลลาร์ต่อปี สูงกว่าโปรแกรมเมอร์ทั่วไปที่อยู่แถว 145,000 เจ้าที่เริ่มเรื่องนี้คือ Palantir ตอนนี้ OpenAI กับบริษัท AI ใหญ่ ๆ แย่งตัวกันหมด
ส่วนตัวในฐานะคนทำงานสายเทคมาหลายปี เห็นเลยว่าโลกกำลังให้ราคาคนที่เข้าใจทั้งระบบและเข้าใจคนใช้งาน ไม่ใช่แค่คนเก่งเทคนิคอย่างเดียว ใครอยู่สายไอที ฝึกคุยกับลูกค้ากับเข้าใจธุรกิจไว้ด้วย คุ้มกว่าที่คิดค่ะ
𝔚𝔦𝔱 retweeted
อารมณ์ตอนเช้ากำหนดสภาพชีวิตของวันนี้ ถ้าถามว่าทำไมล่ะ?
ลองคิดภาพว่าเราตื่นมาตอนเช้าแล้วเราหงุดหงิดไปทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่
- ขี้เกียจไปทำงาน
- อาบน้ำช้า
- ไม่ได้กินกาแฟ
- รถไฟฟ้ามาช้า
- ประชุมเยอะ
พอเราเริ่มเช้าวันใหม่ด้วยความหงุดหงิดหรืออารมณ์ลบ เรื่องที่เราจะมองเห็นมักจะมีแต่เรื่องลบๆ เหมือนทฤษฎีรถสีแดง ที่เวลาเรามองผ่านๆ เรามักจะไม่เห็นมัน แต่พอเราได้โจทย์ว่า
"มีรถสีแดงกี่คัน?"
สมองเราจะเริ่มไปโฟกัสแต่รถสีแดงในถนนแล้วก็พาให้คิดไปว่า เออ ทำไมช่วงนี้รถสีแดงเยอะจัง ทั้งๆ ที่สถิติจริงๆ อาจจะน้อยก็ได้ แต่พอเราไปจดจ่อมันก็จะรู้สึกเยอะ ความรู้สึกลบๆ ของเราก็เหมือนกันครับ
ถ้าเรามองเห็นแต่เรื่องลบๆ ทั้งวันเราก็จะมีแต่เรื่องลบๆ
อะไรที่ไม่ดี มองข้ามบ้างก็ได้ ใครที่ทำตัวไม่ดีก็แค่จัดการที่ตัวเรา กลับมาอยู่กับปัจจุบันเพราะเอาจริงเราจะเป็นคนยังไง เราในวันนั้นเป็นคนกำหนดด้วยซ้ำ





























